คืนที่ถ้วยรางวัลหายไปจากตู้ล็อกเกอร์

ณ กรุงลอนดอน เดือนมีนาคม ปี 1966 บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองกำลังคุกรุ่นก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกจะเปิดฉากในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ถ้วยรางวัล Jules Rimet อันทรงเกียรติถูกนำมาจัดแสดงต่อสาธารณชนที่ Westminster Central Hall ในงานแสดงแสตมป์ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ถ้วยรางวัลได้หายไปจากตู้จัดแสดงที่ถูกล็อกไว้ ทั้งที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ข่าวดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสำหรับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ในฐานะเจ้าภาพ ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับชาติ

ความโกลาหลและความอับอายถาโถมเข้าใส่ผู้จัดงาน คำถามมากมายเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชน ใครคือผู้ขโมยที่อาจหาญถึงเพียงนี้? พวกเขามีแรงจูงใจอะไร? การสืบสวนเริ่มต้นขึ้นทันที แต่กลับไร้วี่แววของผู้กระทำผิด เรื่องราวการหายไปของถ้วยรางวัลที่ล้ำค่าที่สุดในวงการกีฬาได้กลายเป็นปริศนาที่ทั้งโลกจับตามอง และไม่มีใครคาดคิดว่าบทสรุปของเรื่องราวนี้จะจบลงในรูปแบบที่แปลกประหลาดที่สุด

กำเนิดถ้วย Jules Rimet: จากวิสัยทัศน์สู่สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ

เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของถ้วยใบนี้ เราต้องย้อนกลับไปในปี 1928 เมื่อ Jules Rimet ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติในขณะนั้น ได้ผลักดันวิสัยทัศน์ของเขาในการจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกให้เป็นจริง เขาต้องการถ้วยรางวัลที่จะเป็นตัวแทนแห่งเกียรติยศสูงสุดสำหรับทีมแชมป์โลก ประติมากรชาวฝรั่งเศส Abel Lafleur จึงได้รับมอบหมายให้ออกแบบผลงานชิ้นประวัติศาสตร์นี้

ถ้วยรางวัลที่เกิดขึ้นมีชื่อเดิมว่า “Victory” แต่ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ริเริ่ม มีลักษณะเป็นรูปสลักของเทพี Nike ซึ่งเป็นเทพแห่งชัยชนะในตำนานกรีกโบราณ ตัวถ้วยทำจากเงินชุบทองคำ มีความสูง 35 เซนติเมตร ตั้งอยู่บนฐานหินลาพิสลาซูลีสีน้ำเงินเข้ม ถ้วยใบนี้ไม่ได้เป็นเพียงโลหะล้ำค่า แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จที่ทุกชาติปรารถนา

กฎดั้งเดิมที่น่าสนใจคือ ชาติใดที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ครบ 3 ครั้ง จะได้รับสิทธิ์ครอบครองถ้วย Jules Rimet ไปเป็นกรรมสิทธิ์ถาวร กฎข้อนี้เองที่ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของถ้วยรางวัลใบนี้ในเวลาต่อมา แม้ว่าการแข่งขันจะเคยหยุดชะงักไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ถ้วยรางวัลใบนี้ก็รอดพ้นจากการถูกทำลายมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ และยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดของนักฟุตบอลทั่วโลก

สุนัขชื่อ Pickles กับภารกิจกู้ศักดิ์ศรีลูกหนัง

หนึ่งสัปดาห์หลังจากการขโมยที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วเกาะอังกฤษ เรื่องราวกลับพลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อ David Corbett กำลังพาสุนัขพันธุ์คอลลี่ของเขาชื่อ Pickles ไปเดินเล่นในสวนแถบ Beulah Hill ทางตอนใต้ของลอนดอน ทันใดนั้น Pickles ก็เริ่มดมและขุดคุ้ยห่อหนังสือพิมพ์ที่ถูกทิ้งไว้ใต้พุ่มไม้อย่างสนใจ

เมื่อ Corbett เปิดห่อกระดาษออกดู เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าสิ่งที่อยู่ข้างในคือถ้วย Jules Rimet ที่หายไป เขารีบนำถ้วยรางวัลไปส่งที่สถานีตำรวจ แต่ในตอนแรกเขากลับถูกตั้งเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเขาก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้สำเร็จ และเรื่องราวของ Pickles ก็โด่งดังไปทั่วประเทศ

Pickles กลายเป็นสุนัขฮีโร่ในชั่วข้ามคืน มันได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกของทีมชาติอังกฤษ ได้แสดงภาพยนตร์ และได้รับรางวัลมากมาย เรื่องราวการค้นพบโดยบังเอิญนี้ได้กลายเป็นตำนานบทหนึ่งที่แปลกประหลาดและน่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกีฬา ในขณะที่ผู้ขโมยตัวจริง Edward Betchley ก็ถูกจับกุมและได้รับโทษจำคุกในเวลาต่อมา

โศกนาฏกรรมครั้งที่สอง: การหายไปตลอดกาลของ Jules Rimet

หลังจากที่ทีมชาติบราซิลสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ในปี 1970 พวกเขาก็ได้รับสิทธิ์ครอบครองถ้วย Jules Rimet เป็นกรรมสิทธิ์ถาวรตามกฎที่ตั้งไว้ ถ้วยรางวัลอันทรงคุณค่าถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์ฟุตบอลบราซิล (CBF) ในนครรีโอเดจาเนโร ดูเหมือนว่าเรื่องราวของถ้วยใบนี้จะจบลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

แต่แล้วในเดือนธันวาคม ปี 1983 โศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ถ้วย Jules Rimet ถูกขโมยไปจากตู้จัดแสดงที่ทำจากไม้และมีกระจกกันกระสุนเพียงด้านหน้า คนร้ายได้งัดแงะจากด้านหลังและหลบหนีไปพร้อมกับถ้วยรางวัลอย่างไร้ร่องรอย คราวนี้ไม่มีฮีโร่สี่ขาอย่าง Pickles มาช่วยกอบกู้สถานการณ์อีกแล้ว

การสืบสวนครั้งใหญ่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่เคยพบถ้วยรางวัลใบนั้นอีกเลย ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ กลุ่มโจรได้นำถ้วยไปหลอมเพื่อขายเป็นทองคำ นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับวงการฟุตบอลทั่วโลก ทุกวันนี้ สิ่งที่หลงเหลืออยู่จากถ้วย Jules Rimet ดั้งเดิมมีเพียงฐานหินที่ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติได้สั่งทำขึ้นใหม่และเก็บรักษาไว้แยกต่างหากตั้งแต่ปี 1954

ถ้วยใบใหม่: ผลงานชิ้นเอกของ Silvio Gazzaniga

หลังจากการสูญเสียถ้วย Jules Rimet ไปตลอดกาล สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติจำเป็นต้องมีถ้วยรางวัลใบใหม่สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1974 จึงได้มีการจัดประกวดการออกแบบขึ้น โดยมีศิลปิน 53 คนจาก 7 ประเทศส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขัน และผู้ที่ได้รับเลือกคือ Silvio Gazzaniga ศิลปินชาวอิตาลีจากบริษัท GDE Bertoni

ผลงานของ Gazzaniga มีชื่อว่า “FIFA World Cup Trophy” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน การออกแบบสื่อถึงพลังและความเคลื่อนไหว เป็นรูปมนุษย์สองคนกำลังยืนหันหลังให้กันและยืดตัวขึ้นเพื่อโอบอุ้มลูกโลกไว้ในจังหวะแห่งชัยชนะ ถ้วยใบนี้ทำจาก ทองคำแท้ 18 กะรัต มีความสูง 36.8 เซนติเมตร และหนักถึง 6.175 กิโลกรัม บริเวณฐานของถ้วยมีพื้นที่สำหรับสลักชื่อประเทศผู้ชนะ ซึ่งสามารถบรรจุชื่อได้จนถึงการแข่งขันในปี 2038

ถ้วยใบใหม่นี้ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในถ้วยรางวัลที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ที่สุดในโลกกีฬา มันได้กลายเป็นภาพจำของชัยชนะในยุคสมัยใหม่ และเป็นเป้าหมายที่นักฟุตบอลทุกคนใฝ่ฝันที่จะได้สัมผัส

คุณสมบัติถ้วย Jules Rimetถ้วยฟุตบอลโลกปัจจุบัน
วัสดุเงินชุบทองคำ, ฐานหินลาพิสลาซูลีทองคำ 18 กะรัต, ฐานแร่มาลาไคต์
ความสูง35 ซม.36.8 ซม.
น้ำหนัก3.8 กก.6.175 กก.
กฎการครอบครองชนะ 3 สมัยได้เป็นกรรมสิทธิ์ถาวรไม่มีชาติใดได้เป็นกรรมสิทธิ์ถาวร
สถานะปัจจุบันถูกขโมยและเชื่อว่าถูกหลอมในปี 1983ถ้วยจริงถูกเก็บรักษาไว้ที่ซูริก

ทำไมแชมป์ถึงได้แค่สำเนา: กฎเหล็กแห่งการครอบครอง

คำถามสำคัญที่แฟนบอลหลายคนสงสัยคือ ทำไมทีมแชมป์ฟุตบอลโลกถึงไม่ได้นำถ้วยจริงกลับประเทศ? คำตอบอยู่ในกฎระเบียบปัจจุบันที่ถูกร่างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ตามกฎแล้ว ทีมแชมป์จะได้ชูถ้วยจริงในพิธีมอบรางวัลหลังจบนัดชิงชนะเลิศ แต่หลังจากนั้น พวกเขาจะได้รับถ้วยจำลอง (Replica) ที่ทำจากบรอนซ์ชุบทองคำ เพื่อนำกลับไปเฉลิมฉลอง

ส่วนถ้วยจริงซึ่งมีมูลค่ามหาศาลทั้งในแง่ของวัตถุและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จะถูกนำกลับไปเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยที่สำนักงานใหญ่ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และจะถูกนำออกมาเฉพาะในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีจับสลากแบ่งสาย หรือกิจกรรม Trophy Tour ทั่วโลกเท่านั้น

เหตุผลหลักเบื้องหลังกฎข้อนี้คือบทเรียนราคาแพงจากการถูกขโมยถึงสองครั้งของถ้วย Jules Rimet มูลค่าของทองคำที่สูงขึ้น และสถานะของถ้วยรางวัลในฐานะสมบัติของวงการฟุตบอลทั้งโลก ทำให้การมอบกรรมสิทธิ์ให้ชาติใดชาติหนึ่งเป็นการถาวรนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป แม้ว่าทีมแชมป์จะได้ครอบครองเพียงถ้วยจำลอง แต่ความรู้สึกและภาพจำในวินาทีที่กัปตันทีมชูถ้วยจริงขึ้นเหนือศีรษะท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอลทั่วโลกนั้น คือสิ่งที่ล้ำค่าและไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนได้

คำถามที่แฟนบอลสงสัยเกี่ยวกับถ้วยฟุตบอลโลก

ถ้วยฟุตบอลโลกจริงมีมูลค่าเท่าไหร่?

ในทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ถ้วยใบนี้ถือว่า “ประเมินค่าไม่ได้” แต่หากคิดตามมูลค่าของวัสดุที่เป็นทองคำ 18 กะรัต น้ำหนักกว่า 6 กิโลกรัม คาดว่าจะมีมูลค่าทางวัตถุหลายล้านบาท ซึ่งมูลค่าจะผันผวนไปตามราคาตลาดโลกของทองคำ

ใครบ้างที่มีสิทธิ์สัมผัสถ้วยจริง?

มีกฎที่ค่อนข้างเข้มงวดว่าผู้ที่สามารถสัมผัสถ้วยจริงได้นั้นมีเพียงกลุ่มคนจำนวนจำกัดมาก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วประกอบด้วยทีมที่เคยเป็นแชมป์โลกและประมุขของรัฐเท่านั้น เพื่อเป็นการรักษาความขลังและคุณค่าของถ้วยรางวัลใบนี้

ชื่อทีมแชมป์ถูกสลักลงบนถ้วยอย่างไร?

ชื่อของประเทศที่ชนะเลิศในแต่ละครั้งจะถูกสลักไว้ที่แผ่นวงกลมบริเวณฐานของถ้วย โดยจะสลักเป็นภาษาอังกฤษและปีที่ได้แชมป์ ปัจจุบันยังมีพื้นที่เหลือสำหรับสลักชื่อผู้ชนะไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2038

ถ้วยจริงเดินทางไปทั่วโลกอย่างไร?

ในช่วงกิจกรรม Trophy Tour ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก ถ้วยจริงจะเดินทางไปทั่วโลกด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และถูกเก็บรักษาไว้ในกระเป๋าเดินทางที่ออกแบบมาเป็นพิเศษโดย Louis Vuitton เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดตลอดการเดินทาง

แชร์ 𝕏 f W