สรุปสำคัญ

ฉากเปิด: นาฬิกาตี 2 กับอากาศหายใจที่หยุดนิ่ง

สำหรับแฟนบอลจำนวนมากในภูมิภาคนี้ ค่ำคืนของวันที่ 18 ธันวาคม 2022 คือค่ำคืนที่ยาวนานและน่าจดจำ ขณะที่นาฬิกาบอกเวลา 22:00 น. (UTC+7) เสียงนกหวีดจากผู้ตัดสิน ซีมอน มาร์ซีเนียค ก็ได้ดังขึ้นที่สนาม Lusail Stadium ประเทศกาตาร์ ส่งสัญญาณเริ่มต้นการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่คนทั้งโลกรอคอย

ภายนอกหน้าต่างอาจเป็นอากาศร้อนชื้นที่คุ้นเคย แต่ภายในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นฉ่ำ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกสายตาจับจ้องไปที่หน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์จอใหญ่ หรือหน้าจอมือถือขนาดเล็ก ทุกคนต่างกลั้นหายใจ นี่ไม่ใช่แค่นัดชิงชนะเลิศธรรมดา แต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจลูกหนัง อาร์เจนตินาที่นำโดย ลิโอเนล เมสซี ผู้ไล่ล่าถ้วยใบสุดท้ายเพื่อเติมเต็มตำนาน กับฝรั่งเศสแชมป์เก่าที่มี คีลิยัน เอ็มบัปเป้ เป็นดาวเด่น นี่คือจุดเริ่มต้นของ 120 นาทีที่จะกลายเป็นมหากาพย์และถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไปตลอดกาล

45 นาทีแรก: เมื่อซูเปอร์สตาร์ยุโรปงัดฟอร์มเทพ

เกมในครึ่งแรกเป็นเหมือนบทพิสูจน์ถึงคุณภาพของนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในลีกชั้นนำของยุโรป อาร์เจนตินาภายใต้การคุมทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี เปิดฉากด้วยการเพรสซิ่งสูงและครองเกมอย่างสิ้นเชิง โดยมี ลิโอเนล เมสซี เป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์เกม แต่ความสำเร็จในครึ่งแรกไม่ได้มาจากเขาเพียงคนเดียว มันคือการทำงานร่วมกันอย่างลงตัวของเหล่าดาวดังที่แฟนบอลคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากลีกยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้เล่นจาก Premier League ของอังกฤษ

เอมีเลียโน มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูจาก Aston Villa ไม่ต้องออกแรงเซฟมากนัก แต่การยืนตำแหน่งและการสั่งการแนวรับของเขาก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทีมได้อย่างมหาศาล แผงมิดฟิลด์ถูกควบคุมโดย เอนโซ เฟร์นานเดซ ดาวรุ่งที่กำลังจะย้ายไป Chelsea ซึ่งทำหน้าที่เป็นห้องเครื่อง คอยตัดเกมและเปลี่ยนจังหวะจากรับเป็นรุกได้อย่างไม่มีที่ติ

ขณะที่ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ จาก Brighton (ปัจจุบันอยู่ Liverpool) คือผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในสนาม เขาวิ่งไปทั่วสนาม คอยปั่นป่วนแนวรับฝรั่งเศส และเป็นคนแอสซิสต์อย่างเหนือชั้นให้ อังเคล ดิ มาเรีย ยิงประตูที่สอง ส่วนในแดนหน้า ฮูเลียน อัลบาเรซ กองหน้าจาก Manchester City ใช้ความเร็วและความขยันในการวิ่งหาช่องว่าง กดดันคู่เซ็นเตอร์แบ็กของฝรั่งเศสจนเล่นไม่เป็นทรง การประสานงานของกลุ่มนักเตะจาก EPL เหล่านี้ ทำให้เกมรุกของอาร์เจนตินามีความหลากหลายและอันตรายอย่างยิ่ง

ทางฝั่งฝรั่งเศส กองกลางอย่าง ออเรเลียง ชูอาเมนี จาก Real Madrid (La Liga) และ อัดเดรียง ราบิโอต์ จาก Juventus (Serie A) พยายามอย่างเต็มที่ที่จะตั้งเกมของตัวเอง แต่ก็ถูกการเพรสซิ่งที่ดุดันของอาร์เจนตินาเล่นงานจนทำอะไรไม่ถนัด การหายไปของ อังเคล ดิ มาเรีย ในช่วงต้นครึ่งหลังดูเหมือนจะเป็นการเปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสกลับมา แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจุดเปลี่ยนที่แท้จริงกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า

การเปรียบเทียบอย่างรวดเร็ว: ดาวดังจากลีกยุโรปในสนามลูเซล

ผู้เล่นสังกัดสโมสร (ตอนนั้น)ลีกบทบาทในนัดชิง
เอมีเลียโน มาร์ติเนซแอสตัน วิลล่าEPLผู้รักษาประตู, จิตวิญญาณเกมรับ, เซฟจุดโทษชี้ขาด
เอนโซ เฟร์นานเดซเบนฟิก้า (ย้ายไปเชลซีหลังจบทัวร์นาเมนต์)Primeira Liga / EPLห้องเครื่อง, ตัดเกม, จ่ายบอลเปลี่ยนแกน
อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยนEPLตัวทำเกม, เพรสซิ่ง, แอสซิสต์ประตูที่ 2
ฮูเลียน อัลบาเรซแมนเชสเตอร์ ซิตี้EPLตัวเจาะช่อง, วิ่งทะลุช่อง, กดดันกองหลัง
ออเรเลียง ชูอาเมนีเรอัล มาดริดLa Ligaตัดเกมกลางสนาม, พยายามคุมจังหวะแต่ถูกเพรสซิ่ง

10 นาทีนรก: การพลิกโผที่ทำให้เราต้องกุมขมับ

เมื่อเกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 79 อาร์เจนตินายังคงนำอยู่ 2-0 และดูเหมือนว่าทุกอย่างจะอยู่ในความควบคุม แฟนบอลทัพ “ฟ้าขาว” ทั่วโลกเริ่มฝันถึงถ้วยแชมป์โลกสมัยที่ 3 แต่แล้วฟุตบอลก็แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ และมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย

จุดเริ่มต้นของ “10 นาทีนรก” สำหรับอาร์เจนตินามาจากการตัดสินใจเปลี่ยนตัวของ ดิดิเยร์ เดชองส์ กุนซือทีมชาติฝรั่งเศส ที่ส่ง ร็องดัลล์ โคโล มูอานี กองหน้าจาก ไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต (Bundesliga) ลงมา และเขาก็เป็นคนเรียกจุดโทษให้กับทีมในนาทีที่ 80 คีลิยัน เอ็มบัปเป้ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด ไล่มาเป็น 1-2 บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือเพียง 97 วินาที ต่อมา ฝันร้ายของอาร์เจนตินาก็กลายเป็นความจริง เอ็มบัปเป้ทำชิ่งกับ มาร์คุส ตูราม ก่อนจะวอลเลย์ด้วยขวาเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างงดงาม สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 2-2 โลกทั้งใบของแฟนบอลอาร์เจนตินาเหมือนพังทลายลงในพริบตา จากที่เคยคุมเกมได้ทั้งหมด พวกเขากลับต้องเผชิญหน้ากับโมเมนตัมที่เหวี่ยงไปหาฝั่งแชมป์เก่าอย่างเต็มที่ เมสซีและเพื่อนร่วมทีมมีสีหน้าตกตะลึง พวกเขาต้องรวบรวมสติและพยุงทีมให้ผ่านช่วงเวลาที่เหลือของ 90 นาทีไปให้ได้เพื่อลุ้นกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ช่วงต่อเวลา: เมสซี ในคราบเพชฌฆาตและจังหวะเซฟแห่งศตวรรษ

เมื่อเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ที่สกอร์ 2-2 และนี่คือช่วงเวลาที่ผู้นำที่แท้จริงต้องก้าวออกมา ในขณะที่ผู้เล่นคนอื่นเริ่มแสดงอาการอ่อนล้า ลิโอเนล เมสซี กลับยกระดับเกมของตัวเองขึ้นไปอีกขั้น เขาไม่ได้ถอยลงมาเชื่อมเกมเหมือนในครึ่งแรก แต่เริ่มขยับเข้าไปหาพื้นที่สุดท้ายในฐานะเพชฌฆาต

แล้วในนาทีที่ 108 ความพยายามของเขาก็เป็นผล จากจังหวะยิงของ เลาตาโร มาร์ติเนซ ที่ อูโก้ โยริส ปัดออกมา เมสซีก็ปราดเข้าไปซ้ำดาบสองตุงตาข่าย แม้ว่า ชูลส์ กุนเด้ จะพยายามสกัดออกมา แต่เทคโนโลยีโกลไลน์ก็ยืนยันว่าบอลข้ามเส้นไปแล้ว อาร์เจนตินาขึ้นนำอีกครั้ง 3-2! เมสซีวิ่งไปฉลองประตูด้วยความดีใจสุดขีด มันคือประตูที่อาจจะส่งพวกเขาสู่ตำแหน่งแชมป์โลก

แต่ดราม่ายังไม่จบสิ้น ในนาทีที่ 118 ฝรั่งเศสมาได้จุดโทษอีกครั้งจากจังหวะแฮนด์บอลของ กอนซาโล มอนติเอล และก็เป็น คีลิยัน เอ็มบัปเป้ คนเดิมที่สังหารเข้าไปอย่างเลือดเย็น ทำแฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศ และตีเสมอเป็น 3-3 และแล้วก็มาถึงจังหวะที่จะถูกพูดถึงไปตลอดกาล ในนาทีที่ 123 โคโล มูอานี หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ เอมีเลียโน มาร์ติเนซ แต่ผู้รักษาประตูจาก Aston Villa กลับใช้ขาซ้ายของเขาป้องกันลูกยิงนั้นไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ เป็น “การเซฟแห่งศตวรรษ” ที่ช่วยต่อลมหายใจให้อาร์เจนตินาเข้าสู่การดวลจุดโทษ

ในการดวลเป้า มาร์ติเนซยังคงเป็นพระเอกเมื่อเซฟลูกยิงของ คิงสลีย์ โกมอง ได้สำเร็จ ก่อนที่ ชูอาเมนี จะยิงพลาดไปเอง และสุดท้ายเป็น กอนซาโล มอนติเอล นักเตะจาก Sevilla (La Liga) ที่ทำแฮนด์บอลก่อนหน้านี้ ได้แก้ตัวด้วยการยิงจุดโทษลูกสุดท้ายเข้าไป ส่งให้อาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกไปครองอย่างยิ่งใหญ่ ภาพที่เมสซีล้มตัวลงกับพื้นและร่ำไห้ออกมาด้วยความสุข คือภาพที่แฟนบอลทั่วโลกจะไม่มีวันลืม

มรดกที่ทิ้งไว้: ไม่ใช่แค่ถ้วยใบที่ 3 แต่คือการส่งต่อรุ่น

ชัยชนะในนัดชิงฟุตบอลโลก 2022 ไม่ใช่แค่การคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ของอาร์เจนตินา และไม่ใช่แค่การปลดล็อกคำสาปของ ลิโอเนล เมสซี ที่ทำให้เขาสามารถยืนเคียงข้างตำนานอย่าง เปเล่ และ ดีเอโก้ มาราโดนา ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่มันคือการส่งต่อมรดกและแรงบันดาลใจให้กับนักเตะรุ่นใหม่

ทัวร์นาเมนต์นี้ได้แจ้งเกิดดาวดวงใหม่ประดับวงการอย่าง เอนโซ เฟร์นานเดซ และ ฮูเลียน อัลบาเรซ ที่พิสูจน์ตัวเองบนเวทีที่ใหญ่ที่สุด และก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติในอนาคต มันแสดงให้เห็นถึงการวางรากฐานที่แข็งแกร่งของสมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินา และคุณภาพของนักเตะที่กระจายอยู่ตามลีกชั้นนำของยุโรป

สำหรับแฟนบอลในภูมิภาคนี้ ชัยชนะของเมสซีและอาร์เจนตินาได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาล เสื้อแข่งทีมชาติอาร์เจนตินาเบอร์ 10 กลายเป็นของหายาก และมีราคาพุ่งสูงขึ้นหลายพัน ฿ ในชั่วข้ามคืน เรื่องราวการต่อสู้ที่ไม่ยอมแพ้ของเมสซีกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนับล้าน และท้ายที่สุด นัดชิงชนะเลิศในคืนนั้นได้ตอกย้ำให้เราเห็นอีกครั้งว่า ฟุตบอลเป็นมากกว่าแค่กีฬา แต่มันคือภาษาสากลที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทุกมุมโลกให้มีอารมณ์ร่วม ทั้งสุข ทุกข์ และตื้นตันใจไปพร้อมๆ กัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ทำไมนัดชิงปี 2022 ถึงถูกยกให้เป็นนัดชิงที่สมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์?

เพราะนัดชิงครั้งนี้มีครบทุกรสชาติของดราม่าฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นการยิงประตูมากมาย การพลิกไปพลิกมาของสกอร์ การดวลกันของสองซูเปอร์สตาร์แห่งยุคอย่าง ลิโอเนล เมสซี และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ทั้งคู่ต่างทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ไปจนถึงการตัดสินแชมป์ด้วยการดวลจุดโทษ และที่สำคัญที่สุดคือเส้นเรื่องการไล่ล่าความฝันครั้งสุดท้ายของเมสซีที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต่างเอาใจช่วย

เมสซี ทำสถิติอะไรไว้ในนัดชิงครั้งนี้บ้าง?

ในนัดชิงชนะเลิศปี 2022 ลิโอเนล เมสซี สร้างสถิติสำคัญไว้มากมาย เขาลงเล่นครบ 120 นาที ยิงได้ 2 ประตู และยิงเข้าไปในการดวลจุดโทษ เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน (Man of the Match) และที่สำคัญคือเขากลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่สามารถยิงประตูได้ในทุกรอบของการแข่งขัน ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม, รอบ 16 ทีม, รอบ 8 ทีม, รอบรองชนะเลิศ และนัดชิงชนะเลิศ

ถ้าอยากดูรีเพลย์เต็มๆ แบบไม่มีสปอยล์ ต้องหาชมที่ไหน?

คุณสามารถรับชมการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 ฉบับเต็ม 120 นาที พร้อมช่วงดวลจุดโทษ ได้ผ่านทางแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่างเป็นทางการของ FIFA นั่นคือ FIFA+ ซึ่งมีให้รับชมได้ฟรีทั่วโลก นอกจากนี้ยังอาจมีให้บริการผ่านแอปพลิเคชันของผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในแต่ละภูมิภาค

มีนักเตะจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลงสนามในนัดนี้กี่คน?

ในฝั่งอาร์เจนตินา มีนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ณ เวลานั้น ลงสนามเป็นตัวจริงถึง 4 คน ได้แก่ เอมีเลียโน มาร์ติเนซ (แอสตัน วิลล่า), คริสเตียน โรเมโร (ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์), อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (ไบรท์ตัน) และ ฮูเลียน อัลบาเรซ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) นอกจากนี้ ลิซานโดร มาร์ติเนซ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ยังถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลังอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่สำคัญของนักเตะจาก EPL ที่มีต่อทีมชุดแชมป์โลกนี้

แชร์ 𝕏 f W