สรุปสำคัญ
- การจับบอลแรกและองศาร่างกาย: ฮาคิมิใช้การเปิดสะโพกและจิกสตั๊ดในองศาที่คำนวณมาอย่างดี เพื่อเปลี่ยนทิศทางบอลจากพื้นที่แคบให้เป็นพื้นที่ว่างในเสี้ยววินาที
- สถิติการครองบอลภายใต้แรงกดดัน (Press-Resistance): ข้อมูลเชิงลึกแสดงให้เห็นอัตราการผ่านบอลและการเลี้ยงบอลสำเร็จภายใต้แรงกดดันที่สูงกว่าฟูลแบ็กชั้นนำในลีกยุโรปหลายราย
- ความยืดหยุ่นในระบบการเล่น: ความสามารถในการปรับตัวทั้งในระบบแบ็กโฟร์และวิงแบ็กห้าคน ช่วยให้เขาเป็นจุดเริ่มต้นเกมรุกที่ไว้ใจได้แม้ในทัวร์นาเมนต์ที่ต้องใช้พละกำลังสูง
เปิดปูมกับดักเพรสซิ่ง และทำไมฮาคิมิถึงเป็น "ผู้ปลดล็อก" ระดับโลก
ในค่ำคืนที่คุณอดหลับอดนอนเพื่อชมเกมฟุตบอลระดับโลกถ่ายทอดสดในช่วงดึกตามเวลา UTC+7 เคยสังเกตไหมว่ามีจังหวะที่ฟูลแบ็กฝั่งหนึ่งได้รับบอลริมเส้น แล้วทันใดนั้นเอง ผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม 2-3 คนก็วิ่งกรูเข้ามาบีบพื้นที่จนแทบไม่เหลืออากาศให้หายใจ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “กับดักเพรสซิ่ง” (High-Press Trap) ซึ่งเป็นแทคติกที่นิยมในฟุตบอลสมัยใหม่ แต่ท่ามกลางความกดดันนั้น มีผู้เล่นคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสนุกกับการทำลายกับดักนี้เป็นพิเศษ เขาคือ อัชราฟ ฮาคิมิ แบ็กขวาความเร็วสูงจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และทีมชาติโมร็อกโก ความสามารถของฮาคิมิไม่ได้มีแค่ความเร็วที่เหมือนติดจรวด แต่เป็นความเข้าใจใน “สรีรศาสตร์และการอ่านพื้นที่” ที่ทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันได้อย่างน่าทึ่ง การทำความเข้าใจเทคนิคของเขาจะช่วยยกระดับ Football IQ ของคุณให้สามารถวิเคราะห์เกมและถกเถียงแทคติกกับเพื่อนๆ ที่ร้านกาแฟได้อย่างมีมิติและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ฟุตบอลยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเพรสซิ่งสูงเป็นอย่างมาก ทีมต่างๆ พยายามบีบให้คู่ต่อสู้จ่ายบอลไปยังพื้นที่ริมเส้น ซึ่งเป็นโซนที่อันตรายน้อยที่สุดและมีพื้นที่จำกัด เพราะมีเส้นข้างทำหน้าที่เหมือน “กองหลังพิเศษ” คอยบีบมุมผู้เล่นที่ครองบอล แต่สำหรับฮาคิมิ พื้นที่แคบๆ ริมเส้นกลับกลายเป็นเวทีให้เขาได้โชว์ทักษะการเอาตัวรอดชั้นยอด
บทความนี้จะเจาะลึกถึงกลไกเบื้องหลังความสามารถในการต้านทานแรงกดดัน (Press-Resistance) ของฮาคิมิ ตั้งแต่การจับบอลแรกที่เปลี่ยนเกม ไปจนถึงภาษากายที่หลอกล่อคู่ต่อสู้ และสถิติที่ยืนยันว่าเขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่รับมือกับแรงกดดันได้ดีที่สุดในโลกอย่างแท้จริง
สรีรศาสตร์การจับบอลแรก: จิกสตั๊ดและองศาไหล่ที่เปลี่ยนเกม
หัวใจสำคัญที่ทำให้ฮาคิมิเอาชนะการเพรสซิ่งได้ ไม่ใช่แค่การวิ่งเร็ว แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีก่อนและระหว่างที่บอลจะมาถึงเท้าของเขา นั่นคือ “การจับบอลแรก” ซึ่งสำหรับเขาแล้ว มันไม่ใช่การ “หยุดบอล” แต่เป็นการ “นำบอล” ไปสู่พื้นที่ใหม่ทันที ลองนึกภาพตามช้าๆ เมื่อบอลถูกจ่ายมาที่เขาในขณะที่คู่ต่อสู้กำลังวิ่งเข้าหา ฮาคิมิจะไม่ยืนรอรับบอลตรงๆ
เขาจะเตรียมพร้อมด้วยการเปิดสะโพกและไหล่ทำมุมประมาณ 45 องศากับทิศทางที่บอลกำลังเคลื่อนที่มา การวางตำแหน่งร่างกายแบบนี้ (Body Orientation) คือกุญแจดอกแรก มันทำให้เขามีตัวเลือกในการเล่นต่อไปได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายคืนหลัง, จ่ายเข้ากลาง, หรือไปข้างหน้า แทนที่จะถูกบีบให้เล่นไปทางเดียวริมเส้น
จากนั้นมาถึงเทคนิคระดับไมโคร คือการใช้เท้าสัมผัสบอล ฮาคิมิเชี่ยวชาญในการใช้ข้างเท้าด้านในหรือแม้กระทั่งฝ่าเท้าในการ “จิก” หรือ “เกี่ยว” บอลแรกให้เปลี่ยนทิศทางทันที การสัมผัสบอลของเขาไม่ได้ทำให้บอลหยุดนิ่ง แต่เป็นการดูดซับแรงแล้วปล่อยบอลให้ไหลไปในทิศทางที่เขาต้องการ ซึ่งมักจะเป็นทิศทางที่คู่ต่อสู้คาดไม่ถึงและเปิดพื้นที่ว่างเอาไว้ การผสมผสานระหว่างการเปิดไหล่และการสัมผัสบอลแรกที่แม่นยำนี้ ทำให้เขาสามารถเปลี่ยนสถานการณ์จากการถูกบีบให้กลายเป็นการสร้างโอกาสในการโต้กลับได้ในจังหวะเดียว
ความสามารถนี้ยังโดดเด่นเป็นพิเศษในทัวร์นาเมนต์ที่ต้องลงเล่นในสภาพอากาศร้อนชื้น ซึ่งร่างกายสูญเสียน้ำและพละกำลังได้ง่าย ทำให้การทรงตัวและความคล่องตัวลดลง แต่ด้วยเทคนิคที่ฝังลึกอยู่ในสัญชาตญาณ ฮาคิมิยังคงรักษาความสมดุลและเปลี่ยนทิศทางได้อย่างเฉียบคมแม้ในช่วงท้ายเกมที่ร่างกายอ่อนล้า
ภาษากายและหลอกหลอก (Body Feints): ศิลปะการหลอกคู่ต่อสู้ในพื้นที่แคบ
นอกจากการจับบอลแรกที่เหนือชั้นแล้ว ฮาคิมิยังเป็นปรมาจารย์ด้านการใช้ “ภาษากาย” เพื่อหลอกล่อคู่ต่อสู้ เขามีความสามารถในการรับรู้เชิงพื้นที่ (Spatial Awareness) ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งทำให้เขารู้ว่าคู่ต่อสู้และเพื่อนร่วมทีมอยู่ตรงไหนโดยแทบไม่ต้องมอง สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝนการ “เช็คไหล่” (Shoulder Check) หรือการหันมองรอบตัวสั้นๆ ก่อนที่บอลจะมาถึง
เมื่อเขารู้ตำแหน่งของทุกคนบนสนามแล้ว ฮาคิมิจะเริ่มใช้ศิลปะการหลอกล่อ (Body Feints) เขาอาจจะขยับไหล่เหมือนจะวิ่งไปทางหนึ่ง หรือทิ้งน้ำหนักตัวไปด้านซ้ายเล็กน้อย เพื่อหลอกให้กองหลังที่วิ่งเข้ามาเสียจังหวะและขยับตัวตาม เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่คู่ต่อสู้หลงกลและเปิดพื้นที่ว่างขนาดเท่าฝ่าเท้า ฮาคิมิก็จะใช้จังหวะนั้นส่งบอลทะลุช่องหรือเลี้ยงผ่านไปทันที
สิ่งที่น่าทึ่งคือความสามารถในการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนนี้ในเวลาอันสั้น เขาสามารถอ่านการเคลื่อนที่ของกองหลัง 2-3 คนที่วิ่งเข้ามาพร้อมกัน และใช้ภาษากายที่ละเอียดอ่อนเพื่อควบคุมการตัดสินใจของพวกเขาได้ มันเหมือนกับการเล่นหมากรุกที่เขาคิดล่วงหน้าไปแล้ว 2-3 ตาว่าถ้าเขาขยับตัวแบบนี้ คู่ต่อสู้จะตอบสนองอย่างไร และพื้นที่ตรงไหนจะว่างลง
เทคนิคเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฟุตบอลสมัยใหม่ที่พื้นที่และเวลาในการเล่นน้อยลงทุกที การเอาชนะคู่ต่อสู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วหรือความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงความสามารถในการ “เล่นกับความคิด” ของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งฮาคิมิได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่ทำสิ่งนี้ได้ดีที่สุดในตำแหน่งของเขา
ถอดรหัสสถิติ Press-Resistance: เปรียบเทียบฟูลแบ็กชั้นนำจาก EPL และลีกยุโรป
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าความสามารถในการต้านทานแรงกดดันของ อัชราฟ ฮาคิมิ นั้นโดดเด่นเพียงใด การเปรียบเทียบกับฟูลแบ็กและวิงแบ็กชั้นนำคนอื่นๆ จากลีกชั้นนำของยุโรปอย่าง Premier League, La Liga และ Bundesliga ผ่านข้อมูลสถิติเชิงลึก คือวิธีที่ดีที่สุด สถิติเหล่านี้ช่วยยืนยันสิ่งที่ตาเราเห็นในสนามให้กลายเป็นข้อมูลที่จับต้องได้
ตัวชี้วัดที่สำคัญในการวัดผล “Press-Resistance” ประกอบด้วย อัตราการผ่านบอลสำเร็จเมื่อถูกกดดัน, จำนวนครั้งที่เลี้ยงบอลผ่านคู่ต่อสู้สำเร็จภายใต้สถานการณ์เดียวกัน และความสามารถในการรักษาการครองบอลไว้กับทีมได้ เมื่อนำสถิติของฮาคิมิมาเทียบกับผู้เล่นอย่าง ไคล์ วอล์คเกอร์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว, เจา คันเซโล ที่โดดเด่นด้านเทคนิค หรือ อัลฟอนโซ เดวีส์ ที่มีความเร็วจัดจ้าน เราจะเห็นความแตกต่างและจุดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละคน
ฮาคิมิมักจะมีตัวเลขที่น่าประทับใจในด้านการเลี้ยงบอลผ่านคู่ต่อสู้ (Successful Take-Ons) แม้จะถูกบีบพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงความคล่องตัวและการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมในพื้นที่แคบ ขณะที่ผู้เล่นบางคนอาจเลือกจ่ายบอลง่ายๆ เพื่อเอาตัวรอด ฮาคิมิกลับมองหาโอกาสในการทำลายโครงสร้างเกมรับของคู่ต่อสู้ด้วยการพาบอลไปข้างหน้าด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ล้ำค่าสำหรับทีมที่ต้องการสร้างเกมรุกจากแดนหลัง
การเปรียบเทียบอย่างรวดเร็ว
หมายเหตุ: ข้อมูลอ้างอิงจากสถิติในลีกฤดูกาล 2022/23 เพื่อการเปรียบเทียบที่สอดคล้องกัน คะแนนความคล่องตัวเป็นเพียงการประเมินเชิงวิเคราะห์
| ผู้เล่น | สังกัดลีกหลัก (ฤดูกาล 2022/23) | อัตราการผ่านบอลสำเร็จภายใต้แรงกดดัน (%) | การเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จภายใต้แรงกดดัน (ต่อ 90 นาที) | คะแนนความคล่องตัวในพื้นที่แคบ (1-10) |
|---|---|---|---|---|
| อัชราฟ ฮาคิมิ | Ligue 1 (PSG) | ~85% | ~1.8 | 9 |
| ไคล์ วอล์คเกอร์ | Premier League (Man City) | ~88% | ~0.7 | 7 |
| เจา คันเซโล | Bundesliga/La Liga (Bayern/Barca) | ~84% | ~1.5 | 9 |
| อัลฟอนโซ เดวีส์ | Bundesliga (Bayern) | ~80% | ~2.9 | 8 |
จากตารางจะเห็นว่า แม้ไคล์ วอล์คเกอร์ จะมีอัตราการผ่านบอลที่สูงมาก แต่จำนวนครั้งที่เขาพยายามเลี้ยงผ่านคู่ต่อสู้เมื่อถูกกดดันนั้นน้อยกว่าคนอื่นอย่างชัดเจน ซึ่งบ่งชี้ว่าสไตล์ของเขาเน้นความแน่นอนและความเร็วในการหนีห่างมากกว่าการเอาชนะในพื้นที่แคบ ในทางกลับกัน อัลฟอนโซ เดวีส์ มีสถิติการเลี้ยงผ่านที่สูงที่สุด แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้ความเร็วระเบิดพลังในพื้นที่เปิด ขณะที่ฮาคิมิและคันเซโลมีความสมดุลทั้งการจ่ายบอลและการเลี้ยงหลบในสถานการณ์กดดัน ซึ่งแสดงถึงทักษะทางเทคนิคและความเยือกเย็นที่โดดเด่น
ความยืดหยุ่นทางแทคติก: การปรับตัวภายใต้ความเครียดทางกายภาพในทัวร์นาเมนต์ใหญ่
ความยอดเยี่ยมของฮาคิมิไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระบบการเล่นเดียว เขามีความยืดหยุ่นทางแทคติก (Multi-system flexibility) สูงมาก ทำให้เขาสามารถปรับตัวและโชว์ฟอร์มระดับท็อปได้ทั้งในบทบาทฟูลแบ็กในระบบกองหลัง 4 คน (Back Four) ที่เน้นเกมรับมากขึ้น และในบทบาทวิงแบ็กในระบบกองหลัง 3 หรือ 5 คน ที่ให้อิสระในการเติมเกมรุกเต็มที่
เมื่อเล่นเป็นฟูลแบ็กแบบดั้งเดิม ฮาคิมิจะปรับวิธีการเอาตัวรอดจากการเพรสซิ่งโดยเน้นการจ่ายบอลสั้นๆ ที่แม่นยำเพื่อเชื่อมเกมกับกองกลางหรือปีก แต่เมื่อถูกส่งลงเล่นเป็นวิงแบ็ก เขาจะกล้าเลี้ยงกินตัวมากขึ้น ใช้ความเร็วในการกระชากบอลขึ้นไปสร้างความปั่นป่วนในแดนคู่ต่อสู้ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นตามบทบาทที่ได้รับนี้ทำให้เขาเป็นอาวุธสำคัญที่โค้ชสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
นอกจากนี้ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่ต้องลงเล่นต่อเนื่องและมีความกดดันสูง ความเครียดทางกายภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อฟอร์มการเล่น เมื่อเกมดำเนินไปถึงช่วงท้ายเกม นาทีที่ 80 ขึ้นไป พละกำลังของนักเตะส่วนใหญ่จะเริ่มถดถอย การตัดสินใจจะช้าลงและผิดพลาดง่ายขึ้น แต่ฮาคิมิยังคงรักษามาตรฐานการเล่นของเขาไว้ได้ ด้วยเทคนิคการเอาตัวรอดที่ไม่ได้พึ่งพาแค่พละกำลัง แต่ใช้ความเข้าใจเกมและประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่
เขายังมีบทบาทสำคัญในระบบการเพรสซิ่งกลับ (Counter-press) ของทีมตัวเองอีกด้วย ด้วยความที่เขาสามารถดึงดูดผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามให้เข้ามาหาได้ 2-3 คนพร้อมกัน มันจึงเป็นการสร้างพื้นที่ว่างมหาศาลให้กับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ โดยเฉพาะกองกลางตัวกลางที่สามารถสอดขึ้นไปรับบอลในพื้นที่อันตรายได้ นี่คือคุณค่าที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ส่งผลกระทบต่อเกมอย่างมหาศาล
บทสรุป: ฮาคิมิในเลนส์ของฟุตบอลยุคใหม่
จากการวิเคราะห์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า อัชราฟ ฮาคิมิ ไม่ใช่แค่ฟูลแบ็กที่รวดเร็วและเติมเกมรุกได้ดี แต่เขาคือต้นแบบของ “ฟูลแบ็กที่ต้านทานแรงกดดัน” (Press-Resistant Full-back) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดคนหนึ่งในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน ความสามารถของเขาเป็นผลผลิตจากการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างพรสวรรค์ด้านความเร็ว, เทคนิคการจับบอลแรกที่เฉียบคม, ความเข้าใจในสรีรศาสตร์ของตัวเอง, ภาษากายที่ชาญฉลาด และความยืดหยุ่นทางแทคติก
เขาได้เปลี่ยนพื้นที่ริมเส้นที่หลายทีมมองว่าเป็น “กับดัก” ให้กลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการสร้างสรรค์เกมรุก การเอาตัวรอดของเขาไม่ใช่แค่การหนีปัญหา แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แยกผู้เล่นระดับโลกออกจากผู้เล่นที่ดี
ครั้งต่อไปที่คุณได้ชมการถ่ายทอดสดฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นเกมลีกหรือทัวร์นาเมนต์ระดับชาติ ลองสังเกตจังหวะที่ฮาคิมิได้รับบอลริมเส้นภายใต้แรงกดดัน ลองมองการวางตำแหน่งร่างกาย การเช็คไหล่ และการสัมผัสบอลแรกของเขา แล้วคุณจะค้นพบความสวยงามที่ซ่อนอยู่ในการเคลื่อนไหวเหล่านั้น และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมเขาถึงเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในยุคนี้
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
กับดักเพรสซิ่ง (High-Press Trap) ในพื้นที่กว้างทำงานอย่างไร และฮาคิมิใช้พื้นที่นี้แก้เกมยังไง?
กับดักเพรสซิ่งในพื้นที่กว้าง หรือริมเส้น คือแทคติกที่ทีมตั้งใจบีบให้คู่ต่อสู้จ่ายบอลไปให้นักเตะที่อยู่ริมสุดของสนาม จากนั้นจะใช้ผู้เล่น 2-3 คนวิ่งเข้าบีบอย่างรวดเร็ว โดยมี “เส้นข้าง” ทำหน้าที่เป็นเหมือนกำแพงหรือกองหลังคนที่ 12 เพื่อจำกัดทางเลือกในการเล่นของผู้ครองบอล ทำให้มีโอกาสแย่งบอลคืนได้สูง ฮาคิมิแก้เกมนี้ด้วยการไม่หันหลังให้เส้นข้าง แต่จะปรับองศาร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมรับบอลและใช้การจับบอลแรกที่ชาญฉลาดในการ “เปิด” ลูกบอลเข้าสู่พื้นที่ด้านในของสนามทันที เป็นการเปลี่ยนเส้นข้างจากอุปสรรคให้กลายเป็นแนวทางผ่านเพื่อเชื่อมเกมกับกองกลาง
สถิติการเอาตัวรอดจากแรงกดดันของฮาคิมิ เทียบกับฟูลแบ็ก EPL เป็นอย่างไร?
เมื่อเทียบกับฟูลแบ็กชั้นนำในพรีเมียร์ลีกอย่าง ไคล์ วอล์คเกอร์ ซึ่งมักจะใช้ความเร็วและความแข็งแกร่งทางกายภาพในการเอาชนะการเพรสซิ่งด้วยการวิ่งหนี สไตล์ของฮาคิมิจะแตกต่างออกไป เขาใช้ความคล่องตัว, จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ และการหมุนตัวในพื้นที่แคบๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้สถิติการเลี้ยงบอลสำเร็จภายใต้แรงกดดัน (Successful Take-Ons under pressure) ต่อ 90 นาทีของเขามักจะสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้แค่ “หนี” การเพรสซิ่ง แต่ “เอาชนะ” มันด้วยทักษะเฉพาะตัว
หากต้องการดูฮาคิมิลงเล่นเกมรับหรือบุกเต็มตัว ควรตั้งนาฬิกาปลุกเวลาใด (เวลา UTC+7)?
สำหรับแฟนบอลที่ต้องการชมฝีเท้าของ อัชราฟ ฮาคิมิ แบบเต็มๆ ในเกมสโมสรกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยเฉพาะในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก การแข่งขันมักจะเริ่มในเวลาประมาณ 00:45 น. หรือ 03:00 น. ตามเวลามาตรฐาน UTC+7 ส่วนเกมทีมชาติโมร็อกโกในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างฟุตบอลโลกหรือแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ เวลาแข่งขันอาจแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วงดึกหรือเช้ามืด ดังนั้นการตั้งนาฬิกาปลุกและเตรียมกาแฟเข้มๆ ไว้ล่วงหน้าจึงเป็นความคิดที่ดี
มีเรื่องน่ารู้ไหนเกี่ยวกับสไตล์การเล่นที่ช่วยเรื่องการทรงตัวภายใต้แรงกดดันของเขาบ้าง?
จุดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งในสรีระของฮาคิมิคือการมี “จุดศูนย์ถ่วงต่ำ” (Low Center of Gravity) ซึ่งเป็นผลมาจากความสูงที่ไม่มากนัก (ประมาณ 181 ซม.) เมื่อรวมกับกล้ามเนื้อช่วงล่างและแกนกลางลำตัวที่แข็งแรงอย่างยิ่ง ทำให้เวลาที่เขาถูกปะทะหรือต้องเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ร่างกายของเขาจะมีความมั่นคงและสมดุลสูง แรงเหวี่ยงจะน้อยกว่าผู้เล่นที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการที่รถสปอร์ตเตี้ยๆ สามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้ดีกว่ารถที่สูงกว่านั่นเอง