สรุปสำคัญ
- บทบาทหมายเลข 9 แบบดั้งเดิม: ฮาแลนด์รับหน้าที่สไตรเกอร์ตัวกลางในระบบของนอร์เวย์ โดยมีอิสระในการเคลื่อนที่ตามแนวตั้งมากกว่าที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้เล็กน้อย
- จุดเชื่อมโยงพรีเมียร์ลีก: แฟนบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ติดตามแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างบทบาทของฮาแลนด์ในสีเสื้อเรือใบสีฟ้ากับสีเสื้อนอร์เวย์
- นอร์เวย์ยังไม่ผ่านเข้ารอบรายการใหญ่: แม้ฮาแลนด์จะทำประตูได้อย่างถล่มทลายในระดับสโมสร แต่ทีมชาตินอร์เวย์ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลยูโรได้ในช่วงที่เขาอยู่กับทีม
บัตรข้อมูลด่วน: เออร์ลิง ฮาแลนด์ — โปรไฟล์ทีมชาติ
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อเต็ม | เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ (Erling Braut Haaland) |
| วันเกิด | 21 กรกฎาคม 2000, ลีดส์, อังกฤษ |
| ส่วนสูง / น้ำหนัก | 194 ซม. / ~87 กก. |
| ตำแหน่งหลัก | สไตรเกอร์ตัวกลาง (Centre-Forward) |
| สโมสรปัจจุบัน | แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก) |
| ลงเล่นทีมชาติครั้งแรก | 5 กันยายน 2019 vs มอลตา (รอบคัดเลือกยูโร 2020) |
| หมายเลขเสื้อทีมชาติ | 9 |
| บิดา | อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ (อดีตนักเตะลีดส์ ยูไนเต็ด / แมนซิตี้) |
เออร์ลิง ฮาแลนด์ คือใคร? จากเด็กชายในลีดส์สู่ดาวยิงหมายเลขหนึ่งของนอร์เวย์
เออร์ลิง ฮาแลนด์ คือกองหน้าทีมชาตินอร์เวย์ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในเครื่องจักรถล่มประตูที่อันตรายที่สุดในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน ปัจจุบันเขาค้าแข้งอยู่กับสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่ซึ่งเขาได้สร้างสถิติการทำประตูมากมาย สำหรับแฟนบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ติดตามพรีเมียร์ลีกอย่างใกล้ชิด ฮาแลนด์คือชื่อที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่เรื่องราวในสีเสื้อทีมชาติของเขานั้นมีมิติที่แตกต่างและน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะบทบาทและภารกิจของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ กับทีมชาตินอร์เวย์ ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
เรื่องราวของเขาเริ่มต้นอย่างน่าสนใจที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ เนื่องจากบิดาของเขา อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ เป็นนักฟุตบอลอาชีพที่กำลังค้าแข้งให้กับสโมสรลีดส์ ยูไนเต็ด ในช่วงเวลานั้น จุดเชื่อมโยงนี้ทำให้แฟนบอลพรีเมียร์ลีกรู้สึกผูกพันกับเขาได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวของเขาก็ได้ย้ายกลับไปยังเมืองไบรน์ (Bryne) ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฮาแลนด์เติบโตและซึมซับวัฒนธรรมฟุตบอลของชาวนอร์เวย์อย่างเต็มตัว
เส้นทางอาชีพของเขาไต่เต้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นจากสโมสรเยาวชนในบ้านเกิดอย่าง ไบรน์ เอฟเค ก่อนจะย้ายไปแจ้งเกิดกับโมลเด ภายใต้การคุมทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ จากนั้นฟอร์มการถล่มประตูก็พาเขาไปสู่เวทีที่ใหญ่ขึ้นกับ แอร์เบ ซัลซ์บวร์ก ในออสเตรีย, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในเยอรมนี และท้ายที่สุดคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้ว่าเขาจะมีสิทธิ์เลือกเล่นให้ทีมชาติอังกฤษได้เนื่องจากเกิดที่นั่น แต่ฮาแลนด์ตัดสินใจเลือกรับใช้ทีมชาตินอร์เวย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันลึกซึ้งที่เขามีต่อรากเหง้าของครอบครัว
ก้าวแรกในสีเสื้อนอร์เวย์: เส้นทางทีมชาติของฮาแลนด์
ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติชุดใหญ่ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ผ่านการรับใช้ทีมชาตินอร์เวย์มาแล้วในทุกระดับเยาวชน ตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี, 16 ปี, 17 ปี, 18 ปี, 19 ปี, 20 ปี ไปจนถึง 21 ปี ประสบการณ์เหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบในเวลาต่อมา
การประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2019 ในเกมยูโร 2020 รอบคัดเลือกที่พบกับมอลตา ในขณะนั้นฮาแลนด์มีอายุเพียง 19 ปี และเพิ่งจะเริ่มสร้างชื่อเสียงกับสโมสรแอร์เบ ซัลซ์บวร์ก ประตูแรกในนามทีมชาติของเขาเกิดขึ้นในอีกหนึ่งปีต่อมา ในเกมยูฟ่า เนชันส์ ลีก ที่พบกับออสเตรีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นเครื่องจักรทำประตูให้กับบ้านเกิดอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม เส้นทางในทีมชาติของฮาแลนด์กลับเต็มไปด้วยความท้าทายที่แตกต่างจากความสำเร็จในระดับสโมสร แม้เขาจะทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง แต่นอร์เวย์ก็ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ หรือฟุตบอลยูโร 2024 ที่เยอรมนี
ภาพที่แฟนบอลเห็นจึงเป็นความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ด้านหนึ่งคือฮาแลนด์ที่ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่อีกด้านหนึ่งคือฮาแลนด์ที่ต้องผิดหวังกับการพาทีมชาติไปไม่ถึงฝัน เรื่องราวนี้สร้างความรู้สึกเห็นใจและเอาใจช่วยจากแฟนบอลทั่วโลกที่อยากเห็นยอดดาวยิงรายนี้ได้โชว์ฝีเท้าในเวทีที่ใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลกสักครั้ง
ผ่าโครงสร้างตำแหน่ง: ฮาแลนด์ยืนตรงไหนในระบบแทคติกของนอร์เวย์?
ในระบบการเล่นของทีมชาตินอร์เวย์ ซึ่งมักจะใช้แผน 4-4-2 หรือ 4-3-3 เออร์ลิง ฮาแลนด์ จะถูกวางให้เป็นสไตรเกอร์ตัวเป้า หรือที่เรียกกันว่า กองหน้าหมายเลข 9 อย่างชัดเจน เขาคือจุดศูนย์กลางของเกมรุก โดยมีหน้าที่หลักคือการหาพื้นที่ในกรอบเขตโทษและจบสกอร์
บทบาทของเขาในทีมชาติเป็นการผสมผสานระหว่าง “Target Man” และ “Poacher” โดย “Target Man” คือกองหน้าที่ใช้ความแข็งแกร่งและรูปร่างสูงใหญ่ (194 ซม.) ในการพักบอล เก็บบอลไว้กับตัวเพื่อรอเพื่อนร่วมทีมเติมขึ้นมาช่วย หรือที่เรียกว่า “hold-up play” ในขณะที่ “Poacher” คือกองหน้าที่เชี่ยวชาญการหาช่องว่างในกรอบเขตโทษและจบสกอร์จากโอกาสเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่แฟนบอลพรีเมียร์ลีกได้เห็นจนชินตา
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับบทบาทที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือที่สโมสร ฮาแลนด์เล่นในทีมที่ครองบอลเหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน และมีกองกลางระดับโลกอย่าง เควิน เดอ บรอยน์, ฟิล โฟเดน หรือ แบร์นาร์โด ซิลวา คอยสร้างสรรค์โอกาสให้ตลอดเวลา ทำให้หน้าที่ของเขาเน้นไปที่การจบสกอร์เป็นหลัก แต่กับนอร์เวย์ ซึ่งมีคุณภาพผู้เล่นโดยรวมเป็นรองทีมชั้นนำของยุโรป ฮาแลนด์จำเป็นต้องถอยลงมาต่ำกว่าเดิมเพื่อช่วยเชื่อมเกม และต้องพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวในการสร้างโอกาสให้ตัวเองมากขึ้น แผนที่ความร้อน (Heat Map) ของเขาในทีมชาติจึงกระจายตัวกว้างกว่าและลงมาถึงกลางสนามบ่อยครั้งกว่าเมื่อเล่นให้สโมสร
การเปรียบเทียบบทบาท: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ vs นอร์เวย์
| มิติเปรียบเทียบ | แมนเชสเตอร์ ซิตี้ | ทีมชาตินอร์เวย์ |
|---|---|---|
| ระบบการเล่นหลัก | 4-3-3 / 3-2-4-1 | 4-4-2 / 4-3-3 |
| บทบาทหลัก | Poacher / Finisher | Target Man + Poacher |
| ปริมาณการครองบอลของทีม | สูง (~65%) | ปานกลาง (~50-55%) |
| จำนวนการสัมผัสบอลต่อนัด | น้อย-ปานกลาง | ปานกลาง-มาก (ต้องถอยช่วย) |
| แหล่งจ่ายบอลหลัก | เดอ บรอยน์, โฟเดน, กรีลิช | ปีกและกองกลางนอร์เวย์ |
| ความกดดันในการจบสกอร์ | สูง (ทีมเต็ง) | สูงมาก (พึ่งพาฮาแลนด์เป็นหลัก) |
หน้าที่ทางแทคติกหลัก: ฮาแลนด์ต้องทำอะไรบ้างในสีเสื้อนอร์เวย์?
เมื่อสวมเสื้อทีมชาตินอร์เวย์ บทบาทของฮาแลนด์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรอจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ แต่เขามีหน้าที่ทางแทคติกที่หลากหลายและสำคัญอย่างยิ่งต่อทีม ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
- การพักบอล (Hold-Up Play): นี่คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในทีมชาติ เนื่องจากนอร์เวย์มักจะต้องเล่นเกมตั้งรับและสวนกลับ เมื่อบอลถูกส่งยาวขึ้นมาที่แดนหน้า ฮาแลนด์ต้องใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายในการบังบอลจากกองหลังคู่แข่ง เพื่อซื้อเวลาให้เพื่อนร่วมทีมอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด และผู้เล่นริมเส้นได้วิ่งขึ้นมาสนับสนุนเกมรุก
- การวิ่งสอดหลังแนวรับ (Runs in Behind): แม้จะต้องถอยมาช่วยทีมมากขึ้น แต่สัญชาตญาณการทำประตูของเขายังคงเหมือนเดิม ฮาแลนด์จะคอยมองหาช่องว่างระหว่างเซ็นเตอร์แบ็กและฟูลแบ็กของคู่ต่อสู้เสมอ และใช้ความเร็วที่น่าทึ่งของเขาในการสปรินต์เพื่อรับบอลทะลุช่อง ซึ่งเป็นอาวุธที่อันตรายที่สุดของเขา
- การกดดันกองหลังคู่แข่ง (Pressing): ในเกมที่นอร์เวย์ไม่ได้เป็นฝ่ายครองบอล ฮาแลนด์คือกองหลังคนแรกของทีม เขาจะวิ่งไล่กดดันผู้รักษาประตูและกองหลังของฝ่ายตรงข้าม เพื่อบีบให้พวกเขาเล่นพลาดหรือต้องเตะบอลยาวขึ้นหน้า ซึ่งจะช่วยลดภาระของแผงกองกลางและกองหลังของนอร์เวย์ได้
- การจบสกอร์จากโอกาสจำกัด: ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือปริมาณโอกาสในการทำประตู ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาอาจมีโอกาสยิง 5-6 ครั้งต่อเกม แต่กับนอร์เวย์ โอกาสอาจจะลดลงเหลือเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น ดังนั้น ทุกครั้งที่บอลมาถึงเท้าหรือศีรษะของเขาในกรอบเขตโทษ เขาต้องมีความเฉียบคมและเยือกเย็นสูงสุดเพื่อเปลี่ยนมันให้เป็นประตู
- การเป็นจุดโฟกัสในเกมรุก: ทุกครั้งที่นอร์เวย์ได้บอล ผู้เล่นทุกคนจะมองหาฮาแลนด์เป็นเป้าหมายแรกเสมอ เขาคือจุดศูนย์กลางที่เกมรุกทั้งหมดถูกสร้างขึ้นรอบตัวเขา ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาล แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาแบกรับไว้ได้อย่างน่าชื่นชม
จุดแข็งทางกายภาพและเทคนิค: ทำไมฮาแลนด์ถึงโดดเด่นทั้งในพรีเมียร์ลีกและเวทีทีมชาติ
ความสำเร็จของเออร์ลิง ฮาแลนด์ ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากพรสวรรค์ทางกายภาพและทักษะที่ถูกขัดเกลามาอย่างดี ซึ่งทำให้เขาเป็นฝันร้ายของกองหลังทั่วโลก
จุดเด่นที่สุดคือ ร่างกายที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการเป็นกองหน้า ด้วยส่วนสูงถึง 194 เซนติเมตร ทำให้เขาได้เปรียบในการเล่นลูกกลางอากาศ แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากกองหน้าร่างใหญ่คนอื่นๆ คือความเร็วที่จัดจ้านอย่างไม่น่าเชื่อ การผสมผสานระหว่างความสูง ความแข็งแกร่ง และความเร็วนี้หาได้ยากมากในวงการฟุตบอล
ทักษะการจบสกอร์ของเขาก็อยู่ในระดับโลก เขาสามารถยิงประตูได้หนักหน่วงและแม่นยำด้วยเท้าทั้งสองข้าง รวมถึงการโหม่งที่ทรงพลัง นอกจากนี้ ความเข้าใจในพื้นที่ (Spatial Awareness) ของเขาก็เป็นเลิศ เขารู้อยู่เสมอว่าควรจะเคลื่อนที่ไปอยู่ตรงไหนในสนามเพื่อสร้างความได้เปรียบและรับบอลในตำแหน่งที่ดีที่สุด ทักษะนี้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงที่เขาค้าแข้งกับซัลซ์บวร์กและดอร์ทมุนด์
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ฮาแลนด์มีความมั่นใจในตัวเองสูงมากและมีความกระหายที่จะพิสูจน์ตัวเองในทุกๆ เกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลงเล่นในนามทีมชาติ ความมุ่งมั่นที่จะพานอร์เวย์ไปสู่ความสำเร็จคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เขาทุ่มเทเกินร้อยเสมอ
ความท้าทายของนอร์เวย์: ทำไมทีมที่มีฮาแลนด์ยังไม่ผ่านเข้ารอบรายการใหญ่?
คำถามที่แฟนบอลหลายคนสงสัยคือ ทำไมทีมชาติที่มีกองหน้าระดับโลกอย่างเออร์ลิง ฮาแลนด์ ถึงยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลยูโรได้ คำตอบนั้นซับซ้อนกว่าที่คิดและสะท้อนความจริงของฟุตบอลในระดับทีมชาติได้เป็นอย่างดี
ประการแรก ฟุตบอลคือเกมที่เล่นเป็นทีม ผู้เล่นเพียงคนเดียว แม้จะเก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่สามารถแบกทีมให้ไปถึงแชมป์ได้เพียงลำพัง แม้นอร์เวย์จะมีผู้เล่นฝีเท้าดีอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด กัปตันทีมจากอาร์เซนอล แต่เมื่อเทียบกับชาติยักษ์ใหญ่ในยุโรปอย่างฝรั่งเศส, อังกฤษ, หรือสเปน คุณภาพผู้เล่นในตำแหน่งอื่นๆ โดยรวมของนอร์เวย์ยังคงเป็นรองอยู่มาก
ประการที่สอง การแข่งขันในรอบคัดเลือกโซนยุโรปนั้นสูงมาก นอร์เวย์มักจะต้องอยู่ในกลุ่มที่มีทีมระดับท็อปของโลกอยู่ด้วยเสมอ ทำให้การคว้าโควต้าเข้ารอบสุดท้ายเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ระบบการคัดเลือกที่ให้โควต้าจำกัดทำให้ทุกเกมมีความหมายและไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาด
กรณีของฮาแลนด์และนอร์เวย์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในโลกฟุตบอล เราเคยเห็นซูเปอร์สตาร์อย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับโปแลนด์ หรือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับอียิปต์ ที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักในการพาทีมชาติของตนเองประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อนาคตของนอร์เวย์ยังคงสดใส ด้วยแกนหลักอย่างฮาแลนด์และโอเดการ์ด แฟนบอลยังคงมีความหวังว่าพวกเขาจะสามารถทำลายกำแพงนี้ลงได้ในฟุตบอลโลกครั้งต่อไป
ฮาแลนด์กับฟุตบอลโลก: ความฝันที่ยังรออยู่ข้างหน้า
สำหรับนักฟุตบอลทุกคน การได้ลงเล่นในศึกฟุตบอลโลกคือเกียรติยศสูงสุดในอาชีพ และสำหรับเออร์ลิง ฮาแลนด์ ความฝันนั้นยังคงเป็นสิ่งที่เขาวิ่งไล่ตามอย่างไม่ลดละ ปัจจุบัน เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลกที่ยังไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศของทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้เลย
เส้นทางสู่ฟุตบอลโลกครั้งถัดไปสำหรับนอร์เวย์จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในรอบคัดเลือกโซนยุโรป ซึ่งเป็นสมรภูมิที่โหดหินและเต็มไปด้วยความท้าทาย พวกเขาจะต้องทำผลงานให้ดีที่สุดในทุกนัดเพื่อแย่งชิงตั๋วไปสู่รอบสุดท้ายให้ได้ การได้เห็นฮาแลนด์นำทัพนอร์เวย์ลงฟาดแข้งในฟุตบอลโลกจะเป็นการเติมเต็มเรื่องราวและมรดกทางฟุตบอลของเขาให้สมบูรณ์
สำหรับแฟนบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คุ้นเคยกับการตื่นมาชมเกมพรีเมียร์ลีกในช่วงดึกหรือเช้ามืดตามเวลา UTC+7 การติดตามเชียร์ฮาแลนด์ในเกมทีมชาติก็ให้อรรถรสที่แตกต่างออกไป มันคือการได้เห็นฮีโร่ของพวกเขาในอีกบทบาทหนึ่ง ที่ต้องแบกรับความหวังของคนทั้งชาติไว้บนบ่า และสู้สุดใจเพื่อความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนัง
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
เออร์ลิง ฮาแลนด์ ลงเล่นให้ทีมชาตินอร์เวย์ครั้งแรกเมื่อไหร่?
ฮาแลนด์ประเดิมสนามให้ทีมชาตินอร์เวย์ชุดใหญ่เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2019 ในศึกยูโร 2020 รอบคัดเลือก พบกับมอลตา ขณะอายุเพียง 19 ปี ซึ่งตรงกับช่วงที่เขาเพิ่งย้ายไปเล่นให้แอร์เบ ซัลซ์บวร์ก และกำลังจะแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในเวทีระดับทวีป
ฮาแลนด์ยิงประตูให้ทีมชาติได้มากกว่าหรือเท่ากับที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือไม่?
อัตราการทำประตูของฮาแลนด์ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สูงกว่าที่ทีมชาติอย่างชัดเจน เนื่องจากคุณภาพของเพื่อนร่วมทีมที่สโมสรสามารถสร้างโอกาสให้เขาได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม สถิติการทำประตูของเขาในนามทีมชาติก็ยังถือว่าน่าทึ่งอย่างมาก และเขากำลังไล่ตามสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของนอร์เวย์อย่างรวดเร็ว
แฟนบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะดูนอร์เวย์ลงเล่นได้อย่างไร?
โดยส่วนใหญ่แล้ว การแข่งขันของทีมชาตินอร์เวย์ในรายการสำคัญอย่างยูฟ่า เนชันส์ ลีก หรือรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกและยูโร จะมีการถ่ายทอดสดผ่านผู้ให้บริการสตรีมมิ่งกีฬาที่ได้รับลิขสิทธิ์ในภูมิภาค โดยเวลาแข่งขันมักจะตรงกับช่วงดึกไปจนถึงเช้ามืดตามเวลา UTC+7 แฟนบอลควรตรวจสอบตารางการถ่ายทอดสดล่วงหน้าในช่วงเบรกทีมชาติ
ทำไมฮาแลนด์ถึงเลือกเล่นให้นอร์เวย์ทั้งที่เกิดในอังกฤษ?
แม้จะเกิดที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ แต่ฮาแลนด์ย้ายกลับไปเติบโตที่นอร์เวย์พร้อมครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่นั่น ทำให้เขามีความผูกพันกับประเทศนอร์เวย์มากกว่า จึงตัดสินใจเลือกรับใช้ทีมชาติของบรรพบุรุษ แม้ว่าตามกฎแล้วเขาสามารถเลือกเล่นให้ทีมชาติอังกฤษได้เช่นกัน
มาร์ติน โอเดการ์ด กับฮาแลนด์ เล่นร่วมกันในทีมชาตินอร์เวย์อย่างไร?
มาร์ติน โอเดการ์ด ซึ่งเป็นกัปตันทีมและเล่นให้กับอาร์เซนอลในพรีเมียร์ลีก รับบทบาทเป็นกองกลางตัวรุกหรือเพลย์เมกเกอร์คนสำคัญของทีม หน้าที่หลักของเขาคือการสร้างสรรค์เกมและจ่ายบอลทะลุช่องให้กับฮาแลนด์เข้าทำประตู ทั้งคู่ถือเป็นคู่หูในแนวรุกที่เป็นความหวังสูงสุดของทีมชาตินอร์เวย์ และการที่ทั้งสองค้าแข้งในลีกเดียวกันก็ยิ่งทำให้ความเข้าใจในการเล่นร่วมกันมีมากขึ้น