สรุปสำคัญ
- ตำแหน่งหลักคือปีกซ้ายกึ่งกองหน้าตัวที่สอง: Mbappé ไม่ได้ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าแบบดั้งเดิม แต่เล่นในบทบาท Hybrid ที่ผสมความเร็วริมเส้นกับการจบสกอร์ในพื้นที่กลาง
- ฝรั่งเศสใช้ระบบ 4-2-3-1 / 4-3-3 ที่ออกแบบมาเพื่อปลดล็อกความเร็วของเขา: การเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นรุก (Transition) คืออาวุธหลัก โดย Mbappé เป็นตัวจบสกอร์คนแรกในจังหวะ Counter-Attack
- สถิติฟุตบอลโลก 2 สมัยพิสูจน์คุณภาพระดับสูงสุด: 4 ประตูในปี 2018 และ 8 ประตูพร้อม Golden Boot ในปี 2022 รวมถึงแฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศ
ข้อมูลส่วนตัวและสถิติสังเขป
Kylian Mbappé Lottin คือหนึ่งในนักฟุตบอลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบัน บทบาทของเขาในทีมชาติฝรั่งเศสเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการผสมผสานระหว่างความเร็วที่น่าทึ่งและความสามารถในการจบสกอร์ที่เฉียบคม เขามีตำแหน่งหลักเป็นปีกซ้าย (Left Winger) ที่ได้รับอิสระให้ตัดเข้าในและทำหน้าที่คล้ายกองหน้าตัวที่สอง (Second Striker) การลงเล่นให้ทีมชาติครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2017 ขณะอายุเพียง 18 ปี เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของ Les Bleus อย่างรวดเร็ว
Mbappé ไม่ใช่แค่ผู้เล่นริมเส้นธรรมดา แต่เป็นอาวุธสำคัญในเกมสวนกลับของฝรั่งเศส ด้วยส่วนสูง 178 ซม. และร่างกายที่แข็งแกร่ง เขาใช้ความเร็วในการวิ่งทะลุแนวรับคู่แข่ง ซึ่งเป็นแทคติกหลักที่โค้ช Didier Deschamps ใช้ประโยชน์จากเขามาโดยตลอด การย้ายไปร่วมทีม Real Madrid ใน La Liga ยิ่งตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะซูเปอร์สตาร์ระดับโลก และทำให้แฟนบอลทั่วโลกจับตามองบทบาทของเขามากขึ้นทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ
ข้อมูลนักเตะโดยสังเขป:
- ชื่อเต็ม: Kylian Mbappé Lottin
- วันเกิด: 20 ธันวาคม 1998
- สถานที่เกิด: ปารีส, ฝรั่งเศส
- ส่วนสูง: 1.78 เมตร (5 ฟุต 10 นิ้ว)
- สโมสรปัจจุบัน: Real Madrid (La Liga)
- ตำแหน่งหลักในทีมชาติ: ปีกซ้าย / กองหน้าตัวที่สอง
- หมายเลขเสื้อ (ทีมชาติ): 10
- ลงเล่นทีมชาติครั้งแรก: 25 มีนาคม 2017 (พบ ลักเซมเบิร์ก)
| ข้อมูล | รายละเอียด |
|---|---|
| เท้าข้างถนัด | ขวา |
| แชมป์ฟุตบอลโลก | 1 สมัย (2018) |
| รองแชมป์ฟุตบอลโลก | 1 สมัย (2022) |
| ดาวซัลโวฟุตบอลโลก | 1 สมัย (2022) |
เส้นทางทีมชาติฝรั่งเศส: จากดาวรุ่งสู่กัปตันทีม
เส้นทางของ Kylian Mbappé กับทีมชาติฝรั่งเศสเปรียบเสมือนการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 2017 ภายใต้การคุมทีมของ Didier Deschamps ในขณะที่ยังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของ Monaco ผลงานอันน่าทึ่งในลีกและเวทียุโรปทำให้เขาได้รับโอกาสอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เตรียมตัวสำหรับฟุตบอลโลก 2018
ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย คือเวทีแจ้งเกิดของเขาอย่างแท้จริง ในวัยเพียง 19 ปี Mbappé สร้างความตื่นตะลึงด้วยความเร็วและการจบสกอร์ที่เด็ดขาด โดยเฉพาะในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พบกับอาร์เจนตินา เขาทำ 4 ประตูในทัวร์นาเมนต์และคว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยม (Best Young Player) พร้อมกับพาฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 มาครองได้สำเร็จ
หลังจากนั้น บทบาทของเขาในทีมก็เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ในยูโร 2020 (ที่เลื่อนมาแข่งในปี 2021) เขาคือตัวความหวังสูงสุดในแนวรุก แม้ทีมจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นหล่อหลอมให้เขาแข็งแกร่งขึ้น จนกระทั่งฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ Mbappé ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว เขาแบกรับภาระการทำประตูและ คว้าตำแหน่งดาวซัลโว (Golden Boot) ด้วยผลงาน 8 ประตู รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์ยิงแฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศ
หลังฟุตบอลโลก 2022 และการอำลาทีมชาติของกัปตันทีมคนเก่าอย่าง Hugo Lloris ทำให้ Mbappé ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสคนใหม่ ซึ่งเป็นการยืนยันสถานะผู้นำทั้งในและนอกสนามของเขาอย่างเป็นทางการ สำหรับแฟนบอลที่ติดตามการถ่ายทอดสดในช่วงดึกตามเวลา UTC+7 จะเห็นพัฒนาการของเขาอย่างต่อเนื่องในทุกทัวร์นาเมนต์สำคัญ
ตารางสถิติฟุตบอลโลกของ Mbappé
| รายการ | ปี | อายุ | ประตู | แอสซิสต์ | รางวัลส่วนตัว |
|---|---|---|---|---|---|
| ฟุตบอลโลก | 2018 | 19 | 4 | — | Best Young Player |
| ฟุตบอลโลก | 2022 | 23 | 8 | 2 | Golden Boot |
ผ่าตำแหน่งบนสนาม: Mbappé ยืนตรงไหนในระบบของฝรั่งเศส
เมื่อพูดถึงตำแหน่งของ Kylian Mbappé ในทีมชาติฝรั่งเศส หลายคนอาจนึกถึงภาพของกองหน้าตัวเป้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว บทบาทของเขามีความซับซ้อนและยืดหยุ่นกว่านั้นมาก ในระบบการเล่นหลักของ Didier Deschamps ไม่ว่าจะเป็น 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 ตำแหน่งเริ่มต้นของ Mbappé คือ ปีกซ้าย (Left Wing)
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่ปีกซ้ายแบบดั้งเดิมที่เน้นการเลี้ยงบอลเลาะริมเส้นแล้วเปิดบอลเข้ากลาง แต่ Mbappé มักจะ เคลื่อนที่ตัดเข้าใน (Cut Inside) เพื่อหาโอกาสยิงประตูด้วยเท้าขวาข้างถนัด การเล่นในลักษณะนี้ทำให้เขากลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อประตูคู่แข่ง บทบาทของเขาจึงเป็นลักษณะผสม (Hybrid) ระหว่างปีกซ้ายกับกองหน้าตัวที่สอง (Second Striker) เขามีอิสระในการสอดแทรกเข้าไปในพื้นที่กลางเพื่อประสานงานกับกองหน้าตัวเป้า เช่น Olivier Giroud ที่ทำหน้าที่พักบอลและดึงตัวประกบ
หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนสำหรับแฟนบอล La Liga บทบาทของเขาที่ฝรั่งเศสมีความคล้ายคลึงกับ Vinícius Jr. ที่ Real Madrid ในแง่ของการเริ่มต้นจากฝั่งซ้ายและมีอิสระในการโจมตี แต่ Mbappé จะเน้นการจบสกอร์ด้วยตัวเองมากกว่า ในบางสถานการณ์ที่ทีมต้องการประตูเร่งด่วน Deschamps อาจปรับให้เขาขึ้นไปยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าเพื่อใช้ความเร็วในการวิ่งทะลุแนวรับโดยตรง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางแทคติกที่เขามอบให้กับทีม
ตารางเปรียบเทียบบทบาทตามระบบการเล่น
| ระบบ | ตำแหน่ง Mbappé | หน้าที่หลัก | อิสรภาพในการเคลื่อนที่ |
|---|---|---|---|
| 4-3-3 | ปีกซ้าย | ตัดเข้าใน ยิง/เลี้ยงทะลุ | สูง |
| 4-2-3-1 | กองหน้าตัวที่สอง (ซ้าย) | เชื่อมเกม + จบสกอร์ | สูงมาก |
| 3-4-1-2 | กองหน้าคู่ (ซ้าย) | วิ่งหลังแนวรับ + ยิง | ปานกลาง |
หน้าที่แทคติก: ฝรั่งเศสใช้ Mbappé อย่างไรในเกมรุก
แทคติกหลักที่ทีมชาติฝรั่งเศสใช้เพื่อปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของ Kylian Mbappé คือการเล่นเกมสวนกลับเร็ว หรือที่เรียกว่า การเปลี่ยนจากรับเป็นรุก (Attacking Transition) ฝรั่งเศสมักจะตั้งรับอย่างมีวินัยในแดนตัวเอง เมื่อตัดบอลได้ บอลแรกจะถูกส่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วให้ Mbappé ใช้ความเร็วที่หาตัวจับยากวิ่งเข้าสู่พื้นที่ว่างหลังแนวรับคู่ต่อสู้ นี่คืออาวุธที่สร้างชื่อให้ฝรั่งเศสและ Mbappé ในฟุตบอลโลก 2 สมัยล่าสุด
การเคลื่อนที่ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาคือ การวิ่งแนวทแยง (Diagonal Run) จากฝั่งซ้ายเข้ามาสู่พื้นที่กลาง การวิ่งในลักษณะนี้มีข้อดีหลายอย่าง ทั้งการสร้างมุมยิงด้วยเท้าขวาที่ถนัด, การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฟูลแบ็กโดยตรง และที่สำคัญคือการทำลายกับดักล้ำหน้าของคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองหลังมักจะจับจังหวะการวิ่งของเขาได้ยากมาก
ในด้านเกมรับ Mbappé ไม่ใช่ผู้เล่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการไล่กดดัน (Pressing) อย่างหนักหน่วงตลอดเวลา แต่เขาจะเลือกจังหวะเข้ากดดันเมื่อเห็นโอกาสตัดบอลและเปลี่ยนเป็นเกมรุกได้ทันที ความสัมพันธ์ในสนามระหว่างเขากับเพื่อนร่วมทีมก็เป็นกุญแจสำคัญ ในฟุตบอลโลก 2018 และ 2022 เราได้เห็นการประสานงานที่ลงตัวระหว่างเขา, Antoine Griezmann ผู้ทำหน้าที่สร้างสรรค์เกม และ Olivier Giroud ที่คอยพักบอลและเปิดพื้นที่ให้ Mbappé สอดเข้ามาทำประตู หากเปรียบเทียบกับผู้เล่นในพรีเมียร์ลีก สไตล์การตัดเข้าในจากริมเส้นของเขาจะคล้ายกับ Mohamed Salah ของ Liverpool ที่ตัดจากขวาเข้าซ้ายเพื่อยิง ซึ่งเป็นภาพที่แฟนบอลคุ้นเคยกันดี
จุดแข็งเชิงเทคนิค: ความเร็ว การจบสกอร์ และความฉลาดในพื้นที่
คุณสมบัติที่ทำให้ Kylian Mbappé แตกต่างจากผู้เล่นคนอื่นสามารถสรุปได้เป็น 3 ด้านหลักๆ ที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว
1. ความเร็ว (Explosive Acceleration): สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความเร็วสูงสุดของ Mbappé แต่เป็น อัตราเร่งในช่วง 5-10 เมตรแรก เขาสามารถเปลี่ยนจากหยุดนิ่งไปสู่ความเร็วสูงสุดได้ในชั่วพริบตา ทำให้กองหลังที่ยืนตำแหน่งพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังทันที ความสามารถนี้สำคัญอย่างยิ่งในจังหวะสวนกลับ ลองนึกภาพคุณกำลังนั่งดูบอลตอนตี 2 ตามเวลาบ้านเรา แล้วเห็น Mbappé รับบอลกลางสนามก่อนจะกระชากผ่านกองหลัง 2-3 คนเข้าไปทำประตูภายในเวลาไม่กี่วินาที นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
2. การจบสกอร์ (Finishing): Mbappé เป็นนักเตะที่จบสกอร์ได้อย่างหลากหลายและเฉียบคม เขาสามารถยิงประตูได้ดีทั้งเท้าขวาข้างถนัดและเท้าซ้าย รวมถึงการทำประตูจากลูกโหม่งที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ แฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิ่งและเยือกเย็นภายใต้ความกดดันมหาศาล
3. ความฉลาดในพื้นที่ (Spatial Intelligence): นอกเหนือจากคุณสมบัติทางกายภาพแล้ว ความเข้าใจเกมของเขาก็อยู่ในระดับสูงสุด เขามีความสามารถในการอ่านเกมและหาตำแหน่งที่ได้เปรียบอยู่เสมอ การวิ่งทำทางเพื่อหลบกับดักล้ำหน้า หรือการหาพื้นที่ว่างในกรอบเขตโทษเพื่อรอรับบอล เป็นสิ่งที่เขาทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งนี้ทำให้เขาสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองได้เสมอแม้จะถูกประกบอย่างแน่นหนา
ตารางเรดาร์จุดแข็ง
| คุณลักษณะ | ระดับ | ตัวอย่างที่ชัดเจน |
|---|---|---|
| อัตราเร่ง (Acceleration) | สูงสุด | จังหวะ Counter-Attack ฟุตบอลโลก 2018 vs อาร์เจนตินา |
| การจบสกอร์ (Finishing) | สูงมาก | แฮตทริกนัดชิง 2022 vs อาร์เจนตินา |
| ความฉลาดในพื้นที่ | สูงมาก | การวิ่ง Diagonal หลบกับดักล้ำหน้า |
| การเลี้ยงบอล 1v1 | สูง | ความสามารถในการเอาชนะกองหลังตัวต่อตัว |
| การเล่นลูกกลางอากาศ | ปานกลาง | พัฒนาขึ้นแต่ยังไม่ใช่จุดแข็งหลัก |
ฟุตบอลโลก 2 ครั้ง: วิวัฒนาการของ Mbappé ในเวทีสูงสุด
การเปรียบเทียบผลงานของ Kylian Mbappé ในฟุตบอลโลก 2018 และ 2022 เผยให้เห็นวิวัฒนาการที่ชัดเจน จากดาวรุ่งพรสวรรค์สู่การเป็นผู้นำที่ทีมขาดไม่ได้
ในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย, Mbappé ในวัย 19 ปี เป็นส่วนหนึ่งของสามประสานแนวรุกที่อันตรายร่วมกับ Griezmann และ Giroud บทบาทของเขาคือการใช้ความเร็วโจมตีจากริมเส้นในจังหวะสวนกลับ เขายังเป็น “ตัวประกอบที่อันตราย” ที่สามารถสร้างความแตกต่างได้เสมอ แต่ภาระหลักในการสร้างสรรค์เกมยังอยู่ที่ Griezmann
แต่ในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์, Mbappé ในวัย 23 ปี ได้ก้าวขึ้นมาเป็น “ตัวเอกที่ขาดไม่ได้” ของทีมอย่างเต็มตัว เมื่อทีมขาดผู้เล่นคนสำคัญอย่าง Karim Benzema และ Paul Pogba ไปจากอาการบาดเจ็บ Mbappé ต้องแบกรับความหวังในการทำประตูมากขึ้น เขามีอิสระในการเคลื่อนที่สูงขึ้น เล่นในพื้นที่กลางบ่อยขึ้น และกลายเป็นศูนย์กลางของเกมรุกอย่างแท้จริง
จุดที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตนี้ได้ดีที่สุดคือนัดชิงชนะเลิศกับอาร์เจนตินา แม้ฝรั่งเศสจะตกเป็นฝ่ายตามหลังและรูปเกมเป็นรองอย่างชัดเจน แต่ Mbappé ก็เป็นคนปลุกทีมให้กลับมาสู่เกมด้วยการยิง 2 ประตูในเวลาไม่กี่นาที และทำแฮตทริกได้สำเร็จในช่วงต่อเวลาพิเศษ แม้สุดท้ายฝรั่งเศสจะพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษ แต่ฟอร์มการเล่นของเขาในวันนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือผู้เล่นสำหรับเกมใหญ่ สำหรับแฟนบอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ชมฟุตบอลโลก 2022 ในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ (เย็น-ดึกตามเวลา UTC+7) ต่างก็ได้เห็นการเติบโตครั้งสำคัญนี้ด้วยตาตัวเอง
คู่มือรับชมสำหรับแฟนบอล SEA: ดู Mbappé และทีมชาติฝรั่งเศสอย่างไร
สำหรับแฟนบอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการติดตามผลงานของ Kylian Mbappé ทั้งในระดับทีมชาติและสโมสร มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ดังนี้
เวลาแข่งขันส่วนใหญ่ของทีมชาติฝรั่งเศสในทัวร์นาเมนต์สำคัญหรือนัดกระชับมิตร มักจะตรงกับ ช่วงดึกตามเวลา UTC+7 ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่ 01:00 น. ถึง 03:00 น. การเตรียมตัวอดนอนเล็กน้อยจึงเป็นเรื่องปกติของแฟนบอลพันธุ์แท้ สำหรับช่องทางการรับชม สามารถติดตามได้ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งหรือผู้ให้บริการถ่ายทอดสดที่ถือลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการในภูมิภาคของคุณ
ในระดับสโมสร ตอนนี้ Mbappé ค้าแข้งอยู่กับ Real Madrid ในลีกสูงสุดของสเปน (La Liga) ซึ่งเป็นลีกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แฟนบอลสามารถติดตามชมการแข่งขันของ Real Madrid ได้ผ่านแพลตฟอร์มที่ถือลิขสิทธิ์ La Liga และ UEFA Champions League ในพื้นที่ของคุณเช่นกัน ช่วงฤดูฝนที่อากาศชื้นแบบนี้ การนั่งดูบอลตอนดึกพร้อมเครื่องดื่มเย็นๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่แฟนบอลบ้านเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
หากคุณต้องการย้อนชมฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของเขาในทีมชาติ นัดที่แนะนำคือ:
- ฝรั่งเศส vs อาร์เจนตินา (ฟุตบอลโลก 2018, รอบ 16 ทีม): การแจ้งเกิดบนเวทีโลกอย่างแท้จริง
- ฝรั่งเศส vs อาร์เจนตินา (ฟุตบอลโลก 2022, นัดชิงชนะเลิศ): แม้จะแพ้ แต่เป็นหนึ่งในฟอร์มการเล่นส่วนตัวที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Mbappé ลงเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสครั้งแรกเมื่อไหร่?
Mbappé ถูกเรียกตัวติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2017 และได้ลงประเดิมสนามในวันที่ 25 มีนาคม 2017 ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่พบกับลักเซมเบิร์ก ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 18 ปี 3 เดือน ซึ่งเป็นการตัดสินใจของโค้ช Didier Deschamps ที่มองเห็นศักยภาพอันโดดเด่นของเขาตั้งแต่สมัยที่ยังเล่นให้กับ AS Monaco
Mbappé ยิงไปกี่ประตูในฟุตบอลโลก 2022 และเทียบกับนักเตะคนอื่นอย่างไร?
ในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์, Kylian Mbappé ยิงไปทั้งหมด 8 ประตู ทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำ (Golden Boot) ในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์ เขาทำประตูได้มากกว่า Lionel Messi ที่ได้รางวัลรองเท้าเงิน (Silver Boot) ไป 1 ประตู และยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้เล่นคนที่ 2 ต่อจาก Geoff Hurst ที่สามารถยิงแฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกได้
แฟนบอล SEA จะดู Mbappé เล่นให้ Real Madrid ได้ตอนกี่โมง?
การแข่งขัน La Liga ของ Real Madrid ส่วนใหญ่มักจะลงเตะในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งตรงกับ ช่วงดึกของคืนวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ตามเวลา UTC+7 โดยทั่วไปจะเริ่มประมาณ 02:00 น. หรือ 03:00 น. ส่วนการแข่งขัน UEFA Champions League ในช่วงกลางสัปดาห์ ก็มักจะเริ่มในเวลาใกล้เคียงกันคือ 02:00 น. หรือ 03:00 น. แฟนบอลควรตรวจสอบตารางการแข่งขันล่วงหน้าผ่านผู้ให้บริการถ่ายทอดสดที่ถูกลิขสิทธิ์
Mbappé เล่นตำแหน่งเดียวกับ Vinícius Jr. ที่ Real Madrid หรือไม่?
ทั้งคู่เริ่มต้นเกมรุกจากฝั่งซ้ายเหมือนกัน แต่มีบทบาทและสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันพอสมควร ที่ทีมชาติฝรั่งเศส Mbappé มักจะได้รับอิสระในการตัดเข้าในเพื่อจบสกอร์ด้วยตัวเองเป็นหลัก ทำให้เขามีลักษณะเป็นกองหน้ากึ่งปีก ในขณะที่ Vinícius Jr. ที่ Real Madrid จะเน้นการใช้ทักษะเลี้ยงบอลเอาชนะคู่แข่งบริเวณริมเส้นและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมมากกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนถือเป็นต้นแบบของปีกยุคใหม่ที่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ริมเส้น