สรุปสำคัญ
- ประเดิมทีมชาติปี 2015: Van Dijk ติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2015 และค่อยๆ พัฒนาจากดาวรุ่งสู่เสาหลักของแนวรับ
- กัปตันทีมตั้งแต่ปี 2018: Ronald Koeman แต่งตั้งเขาเป็นกัปตันทีมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นผู้นำทั้งในและนอกสนาม
- ผ่านทัวร์นาเมนต์ใหญ่หลายรายการ: นำทัพอัศวินสีส้มลุย UEFA Nations League 2019, FIFA World Cup 2022 และ UEFA Euro 2024 พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คสมัยใหม่
ข้อมูลด่วน: Virgil van Dijk
Virgil van Dijk คือหนึ่งในเซ็นเตอร์แบ็คที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน เขาคือเสาหลักในแนวรับและกัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เส้นทางของเขากับทีมอัศวินสีส้มเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ ตั้งแต่การประเดิมสนามในช่วงเปลี่ยนผ่านของทีม จนก้าวขึ้นมาสวมปลอกแขนกัปตันและพาทีมกลับสู่เวทีระดับโลกอีกครั้ง สำหรับแฟนบอลที่ติดตามพรีเมียร์ลีกอังกฤษ จะคุ้นเคยกับฟอร์มการเล่นอันแข็งแกร่งของเขากับสโมสร Liverpool เป็นอย่างดี ซึ่งบทบาทในทีมชาติก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
- ชื่อเต็ม: Virgil van Dijk
- วันเกิด: 8 กรกฎาคม 1991 (เมือง Breda, เนเธอร์แลนด์)
- ส่วนสูง: 193 เซนติเมตร
- ตำแหน่ง: เซ็นเตอร์แบ็ค (ถนัดเท้าขวา)
- สโมสรปัจจุบัน: Liverpool (พรีเมียร์ลีกอังกฤษ)
- ประเดิมทีมชาติ: 10 ตุลาคม 2015 (พบกับ คาซัคสถาน)
- รับตำแหน่งกัปตัน: 22 มีนาคม 2018
- ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในฐานะกัปตัน: UEFA Nations League 2019, FIFA World Cup 2022, UEFA Euro 2024
(ข้อมูลอัปเดตถึงกลางปี 2024)
จาก Groningen สู่ทีมอัศวินสีส้ม: จุดเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดา
เรื่องราวของ Virgil van Dijk ไม่เหมือนกับซูเปอร์สตาร์หลายคนที่ถูกจับตามองตั้งแต่เยาว์วัย เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับสโมสรเยาวชน Willem II ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ FC Groningen ที่ซึ่งเขาได้ประเดิมสนามในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อเขาย้ายไปร่วมทีม Celtic ในลีกสกอตแลนด์ ที่นั่นเองที่ฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นของเขาเริ่มดึงดูดสายตาของแมวมองทั่วยุโรป รวมถึงทีมงานของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ด้วย การเล่นในฟุตบอลยุโรปกับ Celtic ช่วยขัดเกลาฝีเท้าและสร้างความมั่นใจให้เขาอย่างมหาศาล
การย้ายมาสู่ Southampton ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษเมื่อปี 2015 ถือเป็นการเปิดประตูสู่เวทีระดับสูงสุดอย่างแท้จริง ลีกที่แฟนบอลทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้ทุกคนได้เห็นฝีเท้าของเขาแบบเต็มตา ในที่สุด ความฝันในการรับใช้ชาติก็เป็นจริงเมื่อ Danny Blind ผู้จัดการทีมในขณะนั้น เรียกเขาติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์เป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2015 เส้นทางของ Van Dijk เป็นเครื่องพิสูจน์และสร้างแรงบันดาลใจว่า แม้ไม่ได้มาจากอคาเดมียักษ์ใหญ่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและพัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่ง ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักและกัปตันของทีมชาติได้
ไทม์ไลน์การติดทีมชาติ: หลักไมล์ที่คุณไม่ควรพลาด
เส้นทางของ Virgil van Dijk กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์เต็มไปด้วยช่วงเวลาที่น่าจดจำ ตั้งแต่การเป็นผู้เล่นหน้าใหม่จนกลายเป็นผู้นำที่ทีมขาดไม่ได้
- 2015: ประเดิมสนามให้ทีมชาติชุดใหญ่ในเกมยูโร 2016 รอบคัดเลือกที่บุกไปชนะคาซัคสถาน 2-1 ในช่วงเวลานั้น ทีม "อัศวินสีส้ม" กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจบอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2014 และกำลังมองหาผู้เล่นเจเนอเรชันใหม่เข้ามาสู่ทีม
- 2016-2017: แม้เนเธอร์แลนด์จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยพลาดการเข้ารอบสุดท้ายทั้งใน Euro 2016 และฟุตบอลโลก 2018 แต่ Van Dijk ก็เริ่มสร้างตัวเองให้เป็นตัวหลักในแนวรับได้อย่างสม่ำเสมอ เขาลงเล่นอย่างต่อเนื่องและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความเป็นผู้นำในอนาคต
- 2018: จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมาถึงเมื่อ Ronald Koeman เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมและตัดสินใจมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้ Van Dijk ในเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของทีมชาติอย่างเป็นทางการ
- 2019: ในฐานะกัปตันทีม เขาพาทีมชาติเนเธอร์แลนด์ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึก UEFA Nations League และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ก่อนจะพ่ายให้กับโปรตุเกสไปอย่างน่าเสียดาย แต่นี่คือสัญญาณว่าทีมกำลังกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
- 2021: หลังจากต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หัวเข่าในช่วงปลายปี 2020 ทำให้เขาพลาดการลงเล่นในศึก UEFA Euro 2020 (ซึ่งเลื่อนมาจัดในปี 2021) เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์เต็มที่
- 2022: กลับมานำทัพอย่างเต็มตัวในศึก FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์ เขาพาทีมไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายให้กับอาร์เจนตินาในการดวลจุดโทษในเกมที่ถือเป็นหนึ่งในแมตช์ที่คลาสสิกที่สุดของทัวร์นาเมนต์ ซึ่งแฟนบอลจำนวนมากในเขตเวลา UTC+7 ต้องตื่นมาชมกันในช่วงเช้ามืด
- 2023-2024: ยังคงเป็นหัวใจในแนวรับและกัปตันทีมในการแข่งขัน UEFA Euro 2024 ที่เยอรมนี รวมถึงการแข่งขันรอบคัดเลือกสำหรับฟุตบอลโลก 2026
ตารางไทม์ไลน์หลักไมล์ทีมชาติ
| ปี | เหตุการณ์สำคัญ | ทัวร์นาเมนต์ | บทบาท |
|---|---|---|---|
| 2015 | ประเดิมทีมชาติ | — | ผู้เล่น |
| 2018 | รับตำแหน่งกัปตัน | UEFA Nations League | กัปตัน |
| 2019 | รองแชมป์ Nations League | UEFA Nations League Finals | กัปตัน |
| 2021 | ฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บ | (พลาด) UEFA Euro 2020 | — |
| 2022 | ฟุตบอลโลกที่กาตาร์ | FIFA World Cup 2022 | กัปตัน |
| 2024 | ยูโรที่เยอรมนี | UEFA Euro 2024 | กัปตัน |
บทบาทกัปตันทีม: วิวัฒนาการความเป็นผู้นำของ Van Dijk
การที่ Ronald Koeman แต่งตั้ง Virgil van Dijk เป็นกัปตันทีมชาติในเดือนมีนาคม 2018 ขณะที่เขาอายุเพียง 26 ปี ถือเป็นการตัดสินใจที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในวุฒิภาวะและความเป็นผู้นำที่เกินวัยของเขา สไตล์การเป็นกัปตันของ Van Dijk นั้นแตกต่างจากผู้นำในอดีตของเนเธอร์แลนด์หลายคน เขาไม่ใช่กัปตันสายโวหารที่เน้นการพูดปลุกใจ แต่เป็นประเภท “นำโดยการกระทำ” (lead by example) ความนิ่งสงบ ความมั่นคงในการเล่น และการตัดสินใจที่เด็ดขาดในสนาม คือสิ่งที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมเชื่อมั่นและไว้ใจ
หนึ่งในบทบาทที่สำคัญที่สุดของเขาคือการนำพาทีมผ่านช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดช่วงหนึ่ง หลังจากที่ทีมพลาดการไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2018 เขาเข้ามาเป็นศูนย์กลางในการสร้างทีมขึ้นมาใหม่ ปลูกฝังทัศนคติของผู้ชนะ และพาทีมกลับสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง
ประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกกับ Liverpool ภายใต้การคุมทีมของ Jürgen Klopp มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการหล่อหลอมความเป็นผู้นำของเขา การรับมือกับความกดดันในเกมใหญ่ๆ การคว้าแชมป์รายการสำคัญ และการเป็นหนึ่งในผู้นำในห้องแต่งตัวของสโมสรระดับโลก ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ถูกถ่ายทอดมาสู่ทีมชาติ แฟนบอลที่ชมเกมของ Liverpool ทุกสัปดาห์ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าความนิ่งและความมั่นใจของเขาในสนามนั้นสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นในสีเสื้อสโมสรหรือทีมชาติ
กายวิภาคตำแหน่ง: Van Dijk ในบทบาทเซ็นเตอร์แบ็คสมัยใหม่
Virgil van Dijk ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คในยุคปัจจุบัน เขาไม่ใช่แค่กองหลังที่คอยสกัดบอล แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเกมรุกและเป็นผู้บัญชาการแนวรับอย่างแท้จริง ในระบบของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็น 4-3-3 หรือ 3-4-3 เขามักจะยืนเป็น เซ็นเตอร์แบ็คฝั่งขวา ซึ่งมีหน้าที่หลากหลายทั้งในเกมรับและเกมรุก
หน้าที่หลักในเกมรับ:
- การอ่านเกม: จุดเด่นที่สุดของเขาคือการอ่านเกมล่วงหน้า เขามักจะเข้าไปตัดบอลหรือสกัดกั้นก่อนที่คู่ต่อสู้จะสร้างโอกาสอันตรายได้ ซึ่งเรียกว่าการป้องกันเชิงคาดการณ์ (anticipatory defending)
- การครองลูกกลางอากาศ: ด้วยความสูงถึง 193 ซม. ทำให้เขาแทบจะผูกขาดการเอาชนะลูกกลางอากาศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการโหม่งสกัดจากลูกตั้งเตะหรือลูกครอสจากด้านข้าง
- การคุมแนวรับ: เขาทำหน้าที่สั่งการและจัดระเบียบแผงหลังทั้งหมด คอยบอกตำแหน่งเพื่อนร่วมทีม และเป็นคนสุดท้ายที่คอยเก็บกวาดเมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น คล้ายกับบทบาท "สวีปเปอร์" ในสมัยก่อน
หน้าที่ในการสร้างเกม:
- การวางบอลยาว: การจ่ายบอลยาวข้ามฟาก (diagonal long balls) ที่แม่นยำของเขาคืออาวุธสำคัญในการเปลี่ยนเกมจากรับเป็นรุกอย่างรวดเร็ว โดยมักจะวางบอลไปยังพื้นที่ว่างให้ปีกหรือฟูลแบ็คได้เล่นต่อ
- การพาบอลขึ้นหน้า: เมื่อมีพื้นที่ว่าง เขาสามารถพาบอลขึ้นมาจากแดนหลัง (ball progression) เพื่อดึงตัวประกบและสร้างความได้เปรียบในแดนกลาง
- ความเร็ว: สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากเซ็นเตอร์แบ็คตัวสูงคนอื่นๆ คือความเร็วที่ไม่ธรรมดา ทำให้เขาสามารถรับมือกับกองหน้าที่คล่องตัวและมีความเร็วสูงได้อย่างสบาย
สำหรับแฟนบอลที่ติดตามพรีเมียร์ลีก จะเห็นว่าบทบาทเหล่านี้คล้ายกับที่เขาเล่นให้ Liverpool แต่ในทีมชาติ เขาอาจจะต้องปรับตัวเข้ากับคู่หูในแนวรับและระบบที่ยืดหยุ่นกว่าตามแทคติกของโค้ชในแต่ละทัวร์นาเมนต์
ตารางเปรียบเทียบหน้าที่: สโมสร vs ทีมชาติ
| ด้าน | Liverpool (EPL) | เนเธอร์แลนด์ (ทีมชาติ) |
|---|---|---|
| ระบบหลัก | 4-3-3 | 4-3-3 / 3-4-3 |
| บทบาท | เซ็นเตอร์แบ็คฝั่งซ้าย/ขวา | เซ็นเตอร์แบ็คฝั่งขวาเป็นหลัก |
| คู่หูแนวรับ | เปลี่ยนตามฤดูกาล (เช่น Konaté, Matip) | เปลี่ยนตามทัวร์นาเมนต์ (เช่น de Ligt, Aké) |
| หน้าที่สร้างเกม | สูง — ระบบเน้นการขึ้นเกมจากแดนหลัง | สูง — แต่ปรับตามแทคติกของคู่แข่ง |
| ความเป็นผู้นำ | หนึ่งในกลุ่มผู้นำ (เคยเป็นรองกัปตัน) | กัปตันทีมเต็มตัว |
สถิติในทัวร์นาเมนต์ใหญ่: ตัวเลขที่บอกเล่าเรื่องราว
ผลงานของ Virgil van Dijk ในทัวร์นาเมนต์สำคัญกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทความเป็นผู้นำและความสำคัญของเขาที่มีต่อทีม
- UEFA Nations League 2019 Finals: นี่คือทัวร์นาเมนต์ใหญ่รายการแรกที่เขาสวมปลอกแขนกัปตันนำทีมลงแข่งขันอย่างเต็มตัว เขาพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศที่ประเทศโปรตุเกส ก่อนจะพ่ายให้กับเจ้าภาพไป 0-1 แต่นี่คือการประกาศการกลับมาของ "อัศวินสีส้ม" สู่เวทีระดับท็อปของยุโรป
- UEFA Euro 2020 (จัดปี 2021): น่าเสียดายที่ Van Dijk ต้องพลาดทัวร์นาเมนต์นี้ไป เนื่องจากการตัดสินใจพักฟื้นร่างกายอย่างเต็มที่จากอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า (ACL) ที่ได้รับในช่วงปลายปี 2020 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มองถึงผลในระยะยาวต่ออาชีพค้าแข้งของเขา
- FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์: เขากลับมาอย่างยิ่งใหญ่และนำทัพเนเธอร์แลนด์ไปไกลถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับแชมป์ในปีนั้นอย่างอาร์เจนตินาในการดวลจุดโทษ หลังจากเสมอกันอย่างสุดมัน 2-2 ในเวลา 120 นาที แมตช์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในเกมที่น่าจดจำที่สุดของฟุตบอลโลกครั้งนั้น และแฟนบอลจำนวนมากต้องอดหลับอดนอนเพื่อชมการถ่ายทอดสดในช่วงเช้ามืดตามเวลา UTC+7
- UEFA Euro 2024: ในฐานะกัปตันทีมและหัวใจในแนวรับ Van Dijk ยังคงเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่พาทีมผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอและความเป็นผู้นำที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
Van Dijk กับมรดกของกัปตันเนเธอร์แลนด์: ยืนอยู่ตรงไหนในประวัติศาสตร์
เมื่อพูดถึงกัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในอดีต เรามักจะนึกถึงชื่อของตำนานอย่าง Johan Cruyff, Ruud Gullit, Frank de Boer หรือแม้กระทั่งผู้รักษาประตูอย่าง Edwin van der Sar ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีสไตล์ความเป็นผู้นำที่แตกต่างกันไป Virgil van Dijk ได้สร้างเอกลักษณ์ของตัวเองในฐานะกัปตันยุคใหม่ที่เน้นความนิ่งสงบและความหนักแน่น เขาเป็นผู้นำที่แสดงออกผ่านการเล่นในสนามมากกว่าการใช้คำพูด
มรดกที่เขากำลังสร้างขึ้นไม่ใช่แค่การพาทีมกลับมาประสบความสำเร็จ แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คของเนเธอร์แลนด์ เขาเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบให้กับนักเตะรุ่นหลังในด้านความเป็นมืออาชีพ การดูแลรักษาสภาพร่างกาย และการรับมือกับความกดดันในระดับสูงสุด
แม้ว่าเนเธอร์แลนด์จะยังไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ภายใต้การนำของเขา แต่การพาทีมที่เคยตกต่ำถึงขั้นไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ให้กลับมาเป็นทีมที่น่าเกรงขามอีกครั้ง ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในตัวเอง หากเขาสามารถนำทีมลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในอเมริกาเหนือได้ นั่นอาจจะเป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งสุดท้ายของเขา ซึ่งแฟนบอลทั่วโลกต่างก็จับตามองว่าเขาจะสามารถปิดฉากตำนานบทนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Van Dijk ประเดิมทีมชาติเนเธอร์แลนด์ครั้งแรกเมื่อไหร่และเจอใคร?
Virgil van Dijk ประเดิมสนามให้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ชุดใหญ่ครั้งแรกในวันที่ 10 ตุลาคม 2015 ในเกมยูโร 2016 รอบคัดเลือกที่บุกไปเอาชนะทีมชาติคาซัคสถาน 2-1 ในยุคของผู้จัดการทีม Danny Blind ซึ่งเป็นช่วงที่เขายังค้าแข้งอยู่กับสโมสร Southampton ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ
Van Dijk เป็นกัปตันเนเธอร์แลนด์มานานแค่ไหนแล้ว?
เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2018 โดย Ronald Koeman ผู้จัดการทีมในขณะนั้น ทำให้เขาเป็นหนึ่งในกัปตันทีมที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบันของทีม “อัศวินสีส้ม” ซึ่งสะท้อนถึงความไว้วางใจและความเป็นผู้นำที่สม่ำเสมอของเขา
แฟนบอลในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะดู Van Dijk ลงเล่นให้เนเธอร์แลนด์ได้ที่ไหน?
การแข่งขันของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในรายการสำคัญอย่างฟุตบอลโลกหรือยูโร รวมถึง Nations League มักจะมีการถ่ายทอดสดผ่านผู้ให้บริการสตรีมมิ่งที่ถือลิขสิทธิ์ของ UEFA และ FIFA ในแต่ละภูมิภาค รวมถึงช่องรายการกีฬาทั่วไป โดยปกติแล้ว เวลาแข่งขันสำหรับแฟนบอลในเขตเวลา UTC+7 มักจะอยู่ในช่วงดึกประมาณ 01:00 น. หรือ 02:00 น. เป็นต้นไป
สไตล์การเล่นของ Van Dijk กับเนเธอร์แลนด์ต่างจากตอนเล่นให้ Liverpool อย่างไร?
โดยพื้นฐานแล้ว สไตล์การเล่นของเขาคล้ายคลึงกันมาก ทั้งการอ่านเกม การป้องกันที่แข็งแกร่ง และการวางบอลยาวที่แม่นยำ อย่างไรก็ตาม ในทีมชาติ เขาอาจต้องปรับตัวเข้ากับคู่หูในแนวรับที่เปลี่ยนไปในแต่ละทัวร์นาเมนต์ และระบบการเล่นที่อาจยืดหยุ่นกว่าระบบของ Liverpool แต่บทบาทหลักในการเป็นผู้บัญชาการแนวรับยังคงเหมือนเดิมอย่างที่แฟนบอลพรีเมียร์ลีกคุ้นเคย
Van Dijk เคยพลาดทัวร์นาเมนต์ใหญ่เพราะบาดเจ็บหรือไม่?
ใช่ เขาเคยพลาดทัวร์นาเมนต์ใหญ่มาแล้ว Virgil van Dijk ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่เอ็นไขว้หน้าหัวเข่า (ACL) ในเดือนตุลาคม 2020 ซึ่งทำให้เขาต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน และตัดสินใจถอนตัวจากทีมชาติเนเธอร์แลนด์ชุดลุยศึก UEFA Euro 2020 (ซึ่งเลื่อนมาแข่งขันในปี 2021) เพื่อมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์เต็มร้อย