
สรุปสำคัญ
- จุดเปลี่ยนทางจิตวิทยา: ชัยชนะเหนือเยอรมนีไม่ได้แค่ปิดฉากฟุตบอลโลก 2018 ของเกาหลีใต้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างตัวตนใหม่หลังผ่านวิกฤตความเชื่อมั่นในสองนัดแรก
- แทคติกที่ไร้ซึ่งความกลัว: โค้ช Shin Tae-yong เลือกเล่นแบบ "ไม่มีอะไรจะเสีย" โดยใช้ความเร็วของ Son Heung-min จาก Tottenham Hotspur เป็นอาวุธหลักในการโต้กลับ
- มรดกสู่ 2022: การสร้างทีมใหม่หลังปี 2018 นำไปสู่การผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ พร้อมชัยชนะเหนือโปรตุเกสที่ย้ำถึงพัฒนาการที่ต่อเนื่อง
นาทีที่โลกหยุดหายใจ: Kazan Arena คืนนั้น
ณ สนาม Kazan Arena ในวันที่ 27 มิถุนายน 2018 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เยอรมนี แชมป์เก่า ต้องการประตูเพื่อเข้ารอบ แต่กลับถูกเกาหลีใต้ที่ตกรอบไปแล้วยันไว้ที่สกอร์ 0-0 จนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ สำหรับแฟนบอลที่รับชมการถ่ายทอดสดในช่วงดึกตามเวลา UTC+7 มันคือการเฝ้ารออย่างมีความหวังริบหรี่ว่าทีมรองบ่อนจากเอเชียจะสร้างปาฏิหาริย์ได้หรือไม่ และแล้วในนาทีที่ 90+2 เกาหลีใต้ก็ได้ลูกเตะมุม อี ซึง-อู เปิดบอลเข้ามาในเขตโทษ ก่อนที่ คิม ยอง-กวอน จะยิงเข้าไปตุงตาข่าย แต่แล้วความดีใจก็ต้องหยุดชะงักเมื่อผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า
ทั้งสนามเงียบกริบ แฟนบอลเกาหลีใต้ที่เดินทางข้ามทวีปมาต่างกลั้นหายใจ ขณะที่ผู้ตัดสินในสนามสื่อสารกับทีมงาน VAR (Video Assistant Referee) หรือผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ภาพช้าช่วยในการตัดสินจังหวะสำคัญในสนาม ภาพรีเพลย์ปรากฏขึ้นบนจอขนาดยักษ์ แสดงให้เห็นว่า โทนี โครส กองกลางของเยอรมนี เป็นคนสุดท้ายที่สัมผัสบอลก่อนจะไปถึง คิม ยอง-กวอน ทำให้เขาไม่ล้ำหน้า ผู้ตัดสินกลับคำตัดสินและให้เป็นประตู! เสียงเฮของแฟนบอลเกาหลีใต้ดังกระหึ่มสนามปะปนไปกับน้ำตาแห่งความไม่เชื่อ ในขณะที่แววตาของผู้เล่นเยอรมันเต็มไปด้วยความว่างเปล่า และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์
ภาพของ มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูกัปตันทีมชาติเยอรมนีที่ดันสูงขึ้นมาเพื่อช่วยทีมทำประตู กลายเป็นภาพสะท้อนความสิ้นหวังของทีมแชมป์เก่าได้เป็นอย่างดี ชัยชนะ 2-0 ของเกาหลีใต้ในวันนั้น ไม่เพียงแต่ส่งเยอรมนีตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปี แต่ยังเป็นชัยชนะที่กอบกู้ศักดิ์ศรีและเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างทีม “ทัพนักรบแทกุก” ยุคใหม่
เส้นทางสู่ก้นเหว: สองนัดแรกที่เกือบทำลายความหวัง
ก่อนจะถึงค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ที่ Kazan Arena เส้นทางของเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก 2018 นั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังและแรงกดดันมหาศาล พวกเขาเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ด้วยความพ่ายแพ้ต่อสวีเดน 0-1 ในนัดแรก จากลูกจุดโทษที่ได้มาจากการตัดสินของ VAR เกมนั้นทีมถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงฟอร์มการเล่นที่เฉื่อยชาและไร้จินตนาการ
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงในนัดที่สองที่พบกับเม็กซิโก แม้ว่า Son Heung-min จะยิงประตูสุดสวยตีไข่แตกได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่สุดท้ายก็ไม่ทันการณ์ เกาหลีใต้พ่ายไป 1-2 และแพ้สองนัดรวด ทำให้โอกาสเข้ารอบแทบไม่เหลือ ความผิดหวังของแฟนบอลพุ่งถึงขีดสุด สื่อในประเทศประณามทีมอย่างรุนแรง และมีเหตุการณ์ที่แฟนบอลบางกลุ่มขว้างปาไข่ไก่ใส่รถบัสของทีมเมื่อเดินทางกลับถึงบ้าน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวที่สะท้อนถึง “วิกฤตอัตลักษณ์” ของวงการฟุตบอลเกาหลีใต้อย่างแท้จริง
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เกาหลีใต้เคยสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 2002 ที่ตนเองเป็นเจ้าภาพร่วม แต่หลังจากนั้นผลงานก็ไม่สม่ำเสมอ ตกรอบแรกในปี 2006, เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในปี 2010 และตกรอบแรกแบบไม่ชนะใครเลยในปี 2014 ความกดดันจึงถาโถมเข้าใส่ทีมชุด 2018 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเจอกับเยอรมนี แชมป์เก่าที่กำลังหลังพิงฝาเช่นกันในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม
Shin Tae-yong กับแทคติก "ไม่มีอะไรจะเสีย"
ภายใต้ความกดดันมหาศาล โค้ช Shin Tae-yong ตัดสินใจวางหมากด้วยแนวคิด “ไม่มีอะไรจะเสีย” ซึ่งเป็นการปลดปล่อยนักเตะจากความคาดหวังและทำให้พวกเขากล้าเล่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การตัดสินใจของเขาทั้งในเชิงแทคติกและจิตวิทยานั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง
ในด้านตัวผู้เล่น เขาเลือกส่ง Cho Hyun-woo ผู้รักษาประตูจากสโมสร Daegu FC ที่แทบไม่มีใครรู้จักนอกประเทศเกาหลีใต้ลงเป็นตัวจริง ซึ่งต่อมาเขาได้กลายเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ในเกมนี้ นอกจากนี้ เขายังปรับแผนการเล่นมาใช้ระบบ 4-4-2 ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนเป็น 4-3-3 เมื่อต้องการเปิดเกมรุก โดยให้ Son Heung-min จาก Tottenham Hotspur ขยับมายืนเป็นกองหน้าตัวเป้า แทนที่จะเป็นปีกอย่างที่คุ้นเคยในระดับสโมสร ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและได้ผลอย่างน่าทึ่ง
แทคติกหลักของเกาหลีใต้ในเกมนั้นคือการตั้งรับลึก (deep defensive block) เพื่อบีบพื้นที่ในแดนกลาง ทำให้ผู้เล่นเยอรมนีครองบอลได้ แต่ไม่สามารถหาช่องเจาะเข้าทำประตูได้ เมื่อตัดบอลได้ เกาหลีใต้จะใช้การโต้กลับเร็ว (counter-attack) ผ่านความเร็วของตัวรุกริมเส้นอย่าง Lee Jae-sung และ Moon Seon-min โดยมี Son เป็นตัวจบสกอร์ นอกจากนี้ พวกเขายังใช้ความฟิตที่ขึ้นชื่อของนักเตะเกาหลีใต้ไล่กดดันอย่างหนักในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกม
ในห้องแต่งตัว Shin Tae-yong บอกกับลูกทีมว่า “เราไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เล่นให้สนุก เล่นเพื่อตัวเองและครอบครัว” การปลดปล่อยความกดดันนี้เองที่ทำให้นักเตะเล่นได้อย่างอิสระและมีวินัย ตรงกันข้ามกับฝั่งเยอรมนีที่ดูเหมือนจะแบกรับความกดดันของการเป็นแชมป์เก่าไว้จนเล่นผิดพลาดไปหมด
การเปรียบเทียบอย่างรวดเร็ว: สถิติเกมรับเกาหลีใต้ 3 นัดรอบแบ่งกลุ่ม 2018
| ตัวชี้วัด | vs สวีเดน | vs เม็กซิโก | vs เยอรมนี |
|---|---|---|---|
| จำนวนการบล็อก | 8 ครั้ง | 11 ครั้ง | 22 ครั้ง |
| การเซฟของผู้รักษาประตู | 3 ครั้ง | 5 ครั้ง | 6 ครั้ง |
| การแย่งบอลสำเร็จ | 14 ครั้ง | 16 ครั้ง | 24 ครั้ง |
| ผลการแข่งขัน | แพ้ 0-1 | แพ้ 1-2 | ชนะ 2-0 |
90+3 และ 90+6: สองประตูที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 6 นาทีในเกมนั้นได้กลายเป็นตำนานที่แฟนบอลทั่วโลกจดจำไปตลอดกาล มันคือบทสรุปของความพยายาม ความมีวินัย และโชคชะตาที่เข้าข้างทีมรองบ่อนอย่างแท้จริง
ประตูแรก — คิม ยอง-กวอน (นาทีที่ 90+3): จากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา Lee Jae-sung เปิดบอลเข้ามากลางเขตโทษ บอลขลุกขลิกอยู่หน้าประตูก่อนที่ คิม ยอง-กวอน กองหลังที่เติมขึ้นมาจะหาจังหวะยิงเข้าไป หลังจากที่ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นลูกล้ำหน้าในตอนแรก ช่วงเวลาประมาณ 30 วินาทีที่ VAR ตรวจสอบภาพช้าได้หยุดลมหายใจของคนทั้งสนาม ก่อนที่ภาพจะยืนยันว่าบอลไปโดนขาของ โทนี โครส ผู้เล่นเยอรมนี ทำให้คิมไม่ล้ำหน้า ประตูได้รับการยืนยัน! คิม ยอง-กวอน วิ่งไปฉลองด้วยความดีใจสุดขีด มันคือประตูที่ปลดปล่อยทุกอย่าง
ช่วงคั่น — เยอรมนีบุกหมดตัว: หลังเสียประตู เยอรมนีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทิ้งทุกอย่างแล้วบุกแหลก แม้กระทั่งผู้รักษาประตูอย่าง มานูเอล นอยเออร์ ก็ต้องทิ้งประตูของตัวเองแล้วดันขึ้นไปเล่นในแดนของเกาหลีใต้เพื่อช่วยทำประตู แต่ความพยายามครั้งสุดท้ายของพวกเขาก็หลุดลอยไปเมื่อลูกยิงฟรีคิกของ โทนี โครส เหินข้ามคานออกไป
ประตูที่สอง — Son Heung-min (นาทีที่ 90+6): จังหวะต่อเนื่องจากที่เยอรมนีบุกเพลิน จู เซ-จง กองกลางเกาหลีใต้ตัดบอลได้จากหน้าเขตโทษของตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจสาดบอลยาวขึ้นไปข้างหน้า ที่ซึ่งมีเพียงประตูที่ว่างเปล่าของเยอรมนี Son Heung-min ออกตัววิ่งจากแดนตัวเองเป็นระยะทางกว่า 60 เมตร ไปเก็บบอลแล้วยิงเข้าไปอย่างง่ายดาย ภาพที่ Son ถอดเสื้อแล้ววิ่งไปฉลองพร้อมกับน้ำตาแห่งความดีใจได้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่ทรงพลังที่สุดของฟุตบอลโลก 2018
ประตูนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง มันคือการตอกย้ำชัยชนะของนักเตะเอเชียที่ค้าแข้งอยู่ในลีกชั้นนำของยุโรป เหนือมหาอำนาจลูกหนังอย่างเยอรมนี และเป็นการยืนยันว่านักเตะจากเอเชียสามารถต่อกรกับทีมระดับโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี
หลังเสียงนกหวีด: น้ำตาแห่งชัยชนะและจุดจบของอินทรีเหล็ก
ทันทีที่เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น ผู้เล่นเกาหลีใต้ต่างทรุดตัวลงกับพื้นสนาม บางคนร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจและโล่งอก แม้จะรู้ดีว่าทีมของตนต้องตกรอบไปพร้อมกับเยอรมนี (จบอันดับ 3 ของกลุ่ม F) แต่ชัยชนะนัดนี้มีความหมายมากกว่าการผ่านเข้ารอบ มันคือการกอบกู้ศักดิ์ศรีของชาติและตอบแทนความเชื่อมั่นของแฟนบอล Shin Tae-yong ให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่า “ผมภูมิใจในตัวนักเตะของผม พวกเขาเล่นด้วยหัวใจจริงๆ”
ในทางกลับกัน นี่คือหายนะสำหรับทีมชาติเยอรมนี เป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปี (นับตั้งแต่ปี 1938) ที่ “อินทรีเหล็ก” ต้องตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก สื่อเยอรมันพาดหัวข่าวด้วยคำว่า “Debakel” (หายนะ) และ Joachim Löw โค้ชผู้พาทีมคว้าแชมป์โลกในปี 2014 ก็ต้องเผชิญกับคำถามมากมาย มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของทีมชาติเยอรมนีที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอย
ปฏิกิริยาทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สื่ออังกฤษยกย่อง Son Heung-min ฮีโร่จากสโมสร Tottenham Hotspur ขณะที่สื่อในเอเชียต่างเฉลิมฉลองและยกให้เป็น “ชัยชนะของเอเชีย” ที่น่าประทับใจที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาจากแฟนบอลเม็กซิโก ซึ่งได้ผ่านเข้ารอบต่อไปจากผลการแข่งขันคู่นี้ พวกเขาออกมาเฉลิมฉลองตามท้องถนนและแห่กันไปขอบคุณสถานทูตเกาหลีใต้ในเม็กซิโกซิตี้ กลายเป็นภาพที่น่ารักและแสดงถึงมิตรภาพในโลกฟุตบอล
จาก 2018 สู่ 2022: การสร้างใหม่ที่แท้จริง
แม้ชัยชนะเหนือเยอรมนีจะยิ่งใหญ่ แต่การตกรอบแรกก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าทีมชาติเกาหลีใต้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “การสร้างทีมใหม่จากเถ้าถ่าน” อย่างแท้จริง สมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA) ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ Shin Tae-yong และได้แต่งตั้ง Paulo Bento โค้ชชาวโปรตุเกสเข้ามาคุมทีมแทน
Bento นำปรัชญาการเล่นฟุตบอลสมัยใหม่จากยุโรปเข้ามาปรับใช้ โดยเน้นการต่อบอลจากแดนหลัง (build-up play) ผสมผสานกับความเร็วและความขยันอันเป็นเอกลักษณ์ของนักเตะเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังมีการลงทุนกับระบบเยาวชนและการผลักดันนักเตะดาวรุ่งไปค้าแข้งในยุโรปมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ปรากฏให้เห็นในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ขุมกำลังของเกาหลีใต้แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากด้วยผู้เล่นที่เติบโตมาจากประสบการณ์ในปี 2018 และกลายเป็นกำลังหลักในลีกยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Kim Min-jae ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเซ็นเตอร์แบ็กระดับท็อปกับ Napoli และย้ายไป Bayern Munich, Hwang Hee-chan ที่เป็นตัวหลักของ Wolverhampton ในพรีเมียร์ลีก, และ Lee Kang-in ที่กลายเป็นเพลย์เมกเกอร์คนสำคัญของ Paris Saint-Germain โดยมี Son Heung-min เป็นกัปตันทีมที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์
บทพิสูจน์สำคัญคือการพลิกสถานการณ์เอาชนะโปรตุเกส 2-1 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในปี 2018 แต่ครั้งนี้พวกเขาทำสำเร็จและผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ แม้จะพ่ายให้กับบราซิล แต่ฟอร์มการเล่นที่กล้าหาญและมีแบบแผนก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจน
การเปรียบเทียบอย่างรวดเร็ว: เกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก 2018 vs 2022
| ตัวชี้วัด | ฟุตบอลโลก 2018 (รัสเซีย) | ฟุตบอลโลก 2022 (กาตาร์) |
|---|---|---|
| โค้ช | Shin Tae-yong | Paulo Bento |
| ผลรอบแบ่งกลุ่ม | ชนะ 1 แพ้ 2 (ตกรอบ) | ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 (ผ่านรอบ) |
| ผู้เล่นจากลีกยุโรป | 12 คน | 18 คน |
| ดาวเด่น | Son Heung-min | Son Heung-min + Kim Min-jae |
| ผลลัพธ์สุดท้าย | อันดับ 19 | รอบ 16 ทีม (อันดับ 16) |
เสียงสะท้อนในเอเชีย: ทำไมชัยชนะนี้ถึงสำคัญสำหรับแฟนบอลของเรา
ชัยชนะของเกาหลีใต้เหนือเยอรมนีในปี 2018 ไม่ใช่แค่เรื่องของ 3 คะแนนในสนาม แต่มันมีความหมายที่ลึกซึ้งและสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแฟนบอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในช่วงค่ำคืนนั้น โซเชียลมีเดียทั่วทั้งภูมิภาคเต็มไปด้วยข้อความให้กำลังใจและแฮชแท็ก #AsianPride ที่แสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ชัยชนะของเกาหลีใต้ได้กลายเป็นชัยชนะของคนเอเชียทุกคน มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทีมจากทวีปของเราสามารถต่อกรและเอาชนะทีมระดับแชมป์โลกจากยุโรปได้ ไม่ใช่แค่ด้วยโชค แต่ด้วยแทคติก วินัย และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ สิ่งนี้ได้มอบความหวังและแรงบันดาลใจให้กับทุกชาติในเอเชีย
Son Heung-min ไม่ได้เป็นเพียงฮีโร่ของเกาหลีใต้ แต่เขากลายเป็นไอคอนระดับภูมิภาค การที่แฟนบอลได้เห็นนักเตะเอเชียโลดแล่นและประสบความสำเร็จในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษกับสโมสร Tottenham Hotspur ทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงและภาคภูมิใจ ความสำเร็จของเขาได้เปิดประตูให้กับนักเตะเอเชียรุ่นใหม่ๆ มากมาย เช่น คุโบะ ทาเคฟุสะ (Real Sociedad) หรือ มิโตมะ คาโอรุ (Brighton & Hove Albion)
บทเรียนจากชัยชนะครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาฟุตบอลในภูมิภาค ทั้งในเรื่องของการลงทุนกับระบบเยาวชน, การส่งนักเตะไปหาประสบการณ์ในลีกยุโรป, และการสร้างทีมที่เล่นอย่างมีวินัยทางแทคติก ซึ่งสามารถชดเชยความเสียเปรียบด้านสรีระได้ เมื่อมองไปข้างหน้า การที่ฟุตบอลโลก 2026 จะเพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ทีม ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหวังมากขึ้นที่จะได้สร้าง “ช่วงเวลาที่ Kazan” เป็นของตัวเองในสักวันหนึ่ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
เกาหลีใต้เคยชนะทีมยุโรปชั้นนำในฟุตบอลโลกมาก่อนนัดเจอเยอรมนี 2018 หรือไม่?
เคยครับ ในฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วม พวกเขาทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งด้วยการเอาชนะโปรตุเกส 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม, ชนะอิตาลี 2-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยกฎโกลเดนโกล และเอาชนะสเปนในการดวลจุดโทษในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ชัยชนะเหนือเยอรมนีในปี 2018 ถือว่ามีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เพราะเยอรมนีมาในฐานะแชมป์เก่า และเกาหลีใต้ก็ไม่ได้ลงเล่นในฐานะเจ้าภาพ
สถิติการครองบอลและยิงประตูในนัดเกาหลีใต้ vs เยอรมนี 2018 เป็นอย่างไร?
เยอรมนีเป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่าอย่างชัดเจนที่ 63% และมีโอกาสยิงประตูถึง 28 ครั้ง (เข้ากรอบ 6 ครั้ง) ในขณะที่เกาหลีใต้ครองบอลเพียง 37% และมีโอกาสยิง 12 ครั้ง (เข้ากรอบ 5 ครั้ง) อย่างไรก็ตาม ความเฉียบคมในการจบสกอร์และเกมรับที่มีวินัยอย่างยิ่งของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะฟอร์มการเซฟถึง 6 ครั้งของ Cho Hyun-woo ทำให้พวกเขาสามารถเก็บคลีนชีตและคว้าชัยชนะไปได้ 2-0
แฟนบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะดูไฮไลท์หรือแมตช์ย้อนหลังของเกาหลีใต้ vs เยอรมนี 2018 ได้ที่ไหน?
คุณสามารถรับชมไฮไลท์การแข่งขันอย่างเป็นทางการได้บนช่อง YouTube ของ FIFA นอกจากนี้ ผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในภูมิภาค เช่น beIN SPORTS หรือ TrueVisions ก็อาจมีคลิปการแข่งขันให้รับชมย้อนหลังได้เช่นกัน ลองค้นหาด้วยคำว่า “South Korea vs Germany 2018 full match” เพื่อสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันเต็มๆ โดยเฉพาะช่วง 15 นาทีสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความดราม่า
Cho Hyun-woo ผู้รักษาประตูเกาหลีใต้ได้ฉายาอะไรหลังเกมนั้น และปัจจุบันเขาอยู่ที่ไหน?
จากฟอร์มการเล่นที่เหนียวแน่นและเซฟสำคัญได้หลายครั้งในเกมกับเยอรมนี สื่อและแฟนบอลได้ตั้งฉายาให้เขาว่า “The Wall of Daegu” (กำแพงแห่งแทกู) และ “Cho Buffon” เพื่อเปรียบเทียบกับจานลุยจิ บุฟฟอน ตำนานผู้รักษาประตูชาวอิตาลี ปัจจุบัน Cho Hyun-woo ยังคงค้าแข้งอยู่ในเคลีก (K League) กับสโมสร Ulsan HD FC และยังคงเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูมือดีของทีมชาติเกาหลีใต้